22 กุมภาพันธ์ 2563
40 K

137 Pillars House คือโรงแรมย่านวัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความพิเศษหลายประการ

ที่ดินเก่าแก่ผืนนี้เคยเป็นที่ทำการบริษัทบอร์เนียว กิจการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม ซึ่งมีนายหลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ ลูกชายของแอนนา ลีโอโนเวนส์ หรือแหม่มแอนนา พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้จัดการคนแรก 

ความพิเศษประการสำคัญ คือการบูรณะบ้านบอร์เนียวที่ก่อสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลล้านนา ซึ่งเคยถูกใช้เป็นอาคารสำนักงานเมื่อกว่า 130 ปีก่อน 

บ้านบอร์เนียวที่เคยทรุดโทรมตามกาลเวลา ทุกวันนี้กลับมามีชีวิตเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์ของบ้านและพื้นที่ เลานจ์ ฟิตเนส และห้องอาหารระดับหรูของโรงแรม โดยยังคงเก็บคุณค่าและร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างครบถ้วน จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

งานซ่อมแซมบูรณะและออกแบบก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินขนาด 1 ไร่เศษใช้เวลายาวนานกว่า 4 ปี โดยความท้าทายอยู่ที่ความประณีตในการบูรณะอาคารประวัติศาสตร์ และความต่อเนื่องของยุคสมัยเก่า-ใหม่ที่ประกอบกันเป็นลักชัวรีบูติกโฮเทล ซึ่งกลมกล่อมไปทุกรายละเอียดริมแม่น้ำปิงแห่งนี้

เราจึงอยากชวนคุณย้อนเวลาไปทำความเข้าใจเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และภารกิจในการเก็บรักษาคุณค่าและมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ของร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ให้อยู่คู่กับยุคสมัยต่อไปได้ตราบนานเท่านาน

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

ประวัติศาสตร์ดินแดนล้านนา

จุดเริ่มต้นของ 137 Pillars House มาจากความสนใจในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เชียงใหม่ของคุณนิพันธ์ วงศ์พันเลิศ เจ้าของกังวาลเท็กซ์ไทล์ อุตสาหกรรมด้ายอันดับ 1 ของไทย ทำให้ต้องการหาเรือนแถวเรียบง่ายไว้พักอาศัยเป็นบ้านตากอากาศที่เมืองเหนือ จนได้มาพบกับที่ดินร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ในซอยวัดเกตผืนนี้

สิ่งที่ติดมากับที่ดินคือบ้านไม้สักเก่าสีดำซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ เมื่อสืบค้นอย่างละเอียด ปรากฏว่าบ้านหลังนี้ชื่อบ้านบอร์เนียว มีประวัติศาสตร์คู่เมืองเชียงใหม่มายาวนานนับร้อยปี

บ้านหลังนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2432 ในสมัยดินแดนล้านนาหรือจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน ยังเป็นหัวเมืองประเทศราชของสยาม เพื่อเป็นสำนักงานทำการของบริษัทบอร์เนียว ซึ่งมาทำกิจการสัมปทานไม้สักที่ภาคเหนือของประเทศไทย 

137 Pillars House
137 Pillars House

ก่อนหน้าที่บริษัทฝรั่งจะเข้ามา คนไทยขายไม้ประปราย ตั้งแต่สมัยอยุธยาที่มีบัญชีไม้สัก แสดงให้เห็นว่าสยามส่งไม้ไปขายประเทศในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่น

หลังจากนั้น การทำธุรกิจขายไม้ในสยาม เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันช่วงที่นายเอช แอนเดอร์สัน ผู้รับช่วงต่อบริหารโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล เริ่มนำไม้สักของสยามไปขายที่ยุโรป ปรากฏว่าขายดิบขายดี เกิดปรากฏการณ์ตื่นไม้สัก

เกิดเป็นบริษัทบอร์เนียว บริษัทฝรั่งแห่งแรกที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้เพื่อกิจการนี้ โดยมี นายหลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ ลูกชายของแอนนา ลีโอโนเวนส์ หรือแหม่มแอนนา พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้จัดการคนแรก

137 Pillars House

หลังจากบริษัทบอร์เนียวเปิดกิจการเป็นเจ้าแรก บริษัทค้าไม้อื่นๆ ได้ตามมาเปิดอย่างคึกคักไม่ว่าจะเป็น บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา, อีส เอเชียติก และสยามฟอร์เรส

กิจการของบริษัทบอร์เนียวดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งพ.ศ. 2484 บ้านบอร์เนียวหลังนี้ถูกกองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นสำนักงานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสงครามสิ้นสุดในพ.ศ. 2488 จึงกลับมาเป็นสำนักงานต่อ จนกระทั่งบริษัทบอร์เนียวเลิกกิจการในพ.ศ. 2498 

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา

เมื่อเป็นเช่นนั้น นายวิลเลียม เบนส์ ผู้จัดการคนสุดท้ายของบริษัทบอร์เนียวจึงซื้อที่ดินรวมถึงบ้านหลังนี้เอาไว้ และตกทอดผ่านทายาทรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนมาถึงคุณลุงแจ็ค จรินทร์ แบน ผู้เติบโตและใช้ชีวิตที่เชียงใหม่มาทั้งชีวิต 

ด้วยความผูกพันและเคารพในวัฒนธรรมไทยล้านนา คุณลุงแจ็คร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมของเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ที่วัดเกต ที่ทุกวันนี้ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและคนทั่วไปเยี่ยมชมได้

วัดเกตการามหรือวัดเกต เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ สร้างในพ.ศ. 1971 ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ย่านวัดเกตตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ถือเป็นย่านขายของชาวจีนและย่านชาวฝรั่งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง นับเป็นย่านที่รุ่งเรืองสูงสุดในยุคสุดท้ายของการค้าทางน้ำของเชียงใหม่

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา
137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา

ประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าที่ดินเก่าแก่ขนาด 5 ไร่ในซอยวัดเกต จังหวัดเชียงใหม่ผืนนี้ จะกลายมาเป็นลักชัวรีบูติกโฮเทลแสนสวยที่ถูกตาต้องใจเหล่านักเดินทางอย่างทุกวันนี้ได้ เพราะตอนที่คุณนิพันธ์ซื้อที่ดินมาจากคุณลุงแจ็ค บ้านบอร์เนียว ที่นี่มีสภาพทรุดโทรมยากที่จะบูรณะ 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพร นันทพานิช แห่ง North Forest Studio ได้รับการติดต่อจากคุณนิพันธ์ให้มาช่วยดูแลงานบูรณะบ้านบอร์เนียว และทันทีที่มาเห็นบ้าน อาจารย์จุลพรก็เสนอให้มีการค้นคว้าประวัติศาสตร์ก่อนจะออกแบบการบูรณะ

โดยเริ่มต้นการค้นหาจากหอจดหมายเหตุ สยามสมาคม ไปจนถึงดูเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเข้ามาของคนตะวันตกในดินแดนล้านนา ใช้เวลา 3 เดือนในการค้นคว้า เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอที่จะออกแบบทิศทางการบูรณะได้อย่างแม่นยำ

โดยมี คุณพิสิษฐ สายัมพล สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง Habita Architects เจ้าของผลงานการออกแบบโรงแรมและรีสอร์ทชื่อดังมากมาย มารับหน้าที่ดูแลการแปลงโฉมบ้านบอร์เนียวและที่ดินเก่าแก่แห่งนี้ ให้กลายเป็นที่พักที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า 

ร่วมด้วย คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล มัณฑนากรแห่ง P49 Deesign & Associates รับหน้าที่ออกแบบเรื่องราวภายในอาคารแต่ละหลังทั้งเก่าใหม่ และทีมภูมิสถาปนิกจาก P Landscape นำโดย คุณวรรณพร พรประภา มาดูแลงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ร้อยเรียงพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นโปรเจกต์ที่รวมนักออกแบบแนวหน้าของไทยไว้อย่างครบถ้วน

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

คุณค่าและมูลค่าของบ้านและที่ดินเก่าแก่

คุณพิสิษฐเริ่มเล่า “แม้ว่าสมัยนั้นโรงแรมแบบ Boutique ยังไม่ใช่สไตล์ที่เป็นที่นิยมและแพร่หลาย แต่พอได้มาเห็นบ้าน ผมก็แจ้งคุณนิพันธ์ไปว่า ในฐานะนักออกแบบเราจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้อย่างแน่นอน โดยผมเสนอแนวทางการอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไปสองแบบ 

“แบบแรกคือยกบ้านทั้งหลังไปตั้งไว้ที่ทางเข้า ให้โดดเด่นเป็น Welcome Area และแบบที่สองคือบูรณะบ้านในตำแหน่งดั้งเดิมแม้จะอยู่ลึกเข้ามาในที่ดิน ผู้ใช้จะต้องเสาะแสวงเข้ามาเพื่อชื่นชมเรือนประธานหลังนี้ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปตรงกันทุกฝ่ายว่าจะอนุรักษ์บ้านบอร์เนียวด้วยรูปแบบที่สอง” 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพรเสริมต่อว่า “แรกเริ่ม ผู้รับเหมาก่อสร้างบอกว่าโครงสร้างหลังคาข้างบนพังหมดแล้ว อย่าปีนเลยอาจารย์ บ้านเก่าตุ๊กแกเยอะ (ยิ้ม) พอผมปีนขึ้นไปดูเอง ก็ปรากฏว่าข้างบนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก 

“การอนุรักษ์คือการคุ้มครอง สถาปัตยกรรมพวกนี้คือมรดกทางภูมิปัญญาของแต่ละกลุ่มชน ถ้าไม่อนุรักษ์ไว้ก็น่าเสียดายมาก เพราะลูกหลานเราไม่มีรากเหง้า ไม่มีวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และที่สำคัญของพวกนี้มันประเมินค่าไม่ได้ 

“พื้นที่ที่เรายืนกันอยู่นี้ ฝรั่งที่เราคุ้นชื่อ สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศเราในสมัยรัชกาลที่ห้าล้วนเคยขึ้นมาอยู่อาศัยใช้งานทั้งนั้น เป็น Common Space ที่รับรองของชาวต่างชาติในสมัยนั้น นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของล้านนาที่คนตะวันตกเข้ามา”

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา
บ้านบอร์เนียว

บ้านบอร์เนียวเป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลล้านนา คือผสมกันระหว่างดีไซน์แบบตะวันตกกับวัสดุแบบล้านนา จุดยูนีกที่เห็นเด่นชัดจากด้านนอก คือหลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินขอแบบพื้นเมือง และมีเครื่องประดับหลังคาสไตล์โคโลเนียล

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

“ช่างก่อสร้างน่าจะเป็นคนจีน ซึ่งมีความชำนาญในการทำงานไม้ เพราะคนจีนเริ่มทำบ้านให้ฝรั่งตั้งแต่ยุครัชกาลที่สี่เขาก็จะรู้ว่ารูปแบบบ้านสไตล์อาณานิคมหรือโคโลเนียลแบบอังกฤษเป็นอย่างไร และไม่แน่ว่าบานประตูหน้าต่างในบ้านทั้งหมด ขนส่งมาจากเมืองมะละแหม่ง ประเทศเมียนมา เพราะงานช่างไม้ล้านนาในสมัยนั้น ไม่ใช่รูปแบบนี้แน่นอน

“ไม้แต่ละท่อนที่ประกอบเป็นบ้านบอร์เนียว มีร่องรอยของประวัติศาสตร์จารึกอยู่ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม้ถูกตัดด้วยเลื่อยมือ ไม่ใช่เลื่อยไฟฟ้าอย่างในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเราควรคุ้มครองแม้กระทั่งร่องรอยที่เกิดขึ้นในการแปรรูปไม้เอาไว้ด้วย” อาจารย์จุลพรกล่าว

บ้านร้อยปีที่มีร้อยเสา

คำว่า 137 Pillars มาจากเสาของบ้านที่มีอยู่ถึง 137 ต้น ที่ต้องมีเสาจำนวนมาก เพราะนี่เป็นบ้านเก่าที่โครงสร้างแทบจะทั้งหมดเป็นไม้ ดังนั้นจึงต้องวางช่วงเสาถี่เพื่อความแข็งแรง และอีกนัยยะหนึ่งคือบ้านในสมัยโบราณ ยิ่งเจ้าของมีฐานะเท่าไหร่ บ้านยิ่งต้องมีเสาเยอะเท่านั้น

ความท้าทายแรกในการออกแบบและอนุรักษ์สถาปัตยกรรมหลังนี้คือ การเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง แม้ตัวบ้านจะเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงประมาณ 1.8 เมตรอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอ

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกตัวเรือนให้สูงขึ้นจากเดิมเพื่อให้พ้นระดับน้ำท่วม และเสริมความแข็งแรงให้ฐานของบ้านที่จะต้องรองรับคนจำนวนมากในอนาคต

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพรอธิบายต่อว่า “เราใช้คนงานประมาณร้อยคน ควบคุมแม่แรงแปดสิบตัว ยกเรือนและเสาไม้ขึ้นเหนือพื้นดินครั้งละห้าเซนติเมตร ใช้เวลายกสองวัน จนได้ระยะความสูงพอที่จะใส่เสาเหล็กลงไปใต้เสาไม้เดิม จากนั้นปลดแม่แรงออก เสาไม้จะตกลงมาวางบนเสาเหล็กพอดี และต้องดัดตัวบ้านให้ตรง บ้านมันเก่าเลยโย้เย้

“เทคนิคการนำเหล็กมาช่วยเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างไม้เดิม ผมได้มาจากงานบูรณะสถาปัตยกรรมโบราณ เหตุแผ่นดินไหวที่เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาลเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มสถาปนิกชาวออสเตรีย

“เป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้เห็นชัดเจนไปเลยว่าส่วนไหนเป็นของดั้งเดิม ส่วนไหนเป็นของที่เสริมเข้าไป ความท้าทายอยู่ที่จะออกแบบอย่างไรให้ความเก่าและใหม่ อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว”

การยกเรือนให้ความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 เมตร ทำให้ความยาวเสาเพิ่มตามไปด้วย สัดส่วนของสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลล้านนาจะผิดเพี้ยนจากรูปแบบดั้งเดิม ทีมออกแบบจึงตัดสินใจสร้างคันดินรอบตัวบ้าน เพื่อปิดความยาวเสาที่เพิ่มขึ้นมา ให้ทัศนียภาพของตัวบ้านคงสัดส่วนเดิมที่ความสูง 1.8 เมตร

“ดังนั้นภาพของบ้านเมื่อแรกสร้างร้อยสามสิบปีที่แล้วกับภาพของบ้าน ณ ปัจจุบันจึงเป็นภาพเดียวกัน แม้บ้านจะผ่านการบูรณะ ซ่อมแซม และปรับปรุงแล้วก็ตาม” คุณพิสิษฐเสริม

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

การยกตัวบ้านขึ้นยังมีประโยชน์ในแง่พื้นที่ใช้สอย เพราะโรงแรมต้องมีพื้นที่เพียงพอกับหลากหลายฟังก์ชัน ทั้งในส่วนแขกที่มาเข้าพักและเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการ

ภายใต้ทัศนียภาพแบบเดิม มองเผินๆ เหมือนบ้านชั้นเดียว แต่ที่จริงแล้วบ้านบอร์เนียวซึ่งได้รับการบูรณะอย่างประณีต มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นเป็น 2 ชั้น

ทุกวันนี้บ้านบอร์เนียวมีฟังก์ชันเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์ของบ้านและพื้นที่ มีข้าวของโบราณที่ถูกค้นพบที่นี่จัดแสดง เพื่อให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน รวมถึงยังเป็นเลานจ์ ฟิตเนสและห้องอาหารระดับหรูของโรงแรมอีกด้วย

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

เรียงร้อยความเก่าและใหม่ไว้เก่าอย่างกลมกลืน

บ้านบอร์เนียววางผังเรือนเป็นแบบสมมาตร มุขหน้ามีบันไดขึ้นเรือน 2 ข้าง คุณพิสิษฐเล่ายิ้มๆ ว่าตอนเริ่มต้นบูรณะปรับปรุง บ้านมีสภาพทรุดโทรมและเหลือบันไดอยู่เพียงข้างเดียว ซึ่งก็นับว่าโชคดี เพราะอย่างน้อยยังมีบันไดข้างที่เหลือให้ถอดแบบได้

อย่างไรก็ตาม คุณพิสิษฐและอาจารย์จุลพรต่างมีความเห็นตรงกันว่าจะพยายามใช้วัสดุใหม่ให้น้อยที่สุด โดยจะใช้วัสดุจากเรือนบริวารที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงไม้จากบ้านโบราณหลังอื่นที่สร้างในยุคเดียวกัน 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

“ที่ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะไม้ที่ใช้ในการสร้างบ้านบอร์เนียว เป็นไม้จากต้นสักที่มีอายุ ซึ่งแน่นอนว่ามีคุณภาพมากกว่าไม้จากต้นสักที่อายุน้อย และด้วยความที่เป็นบริษัทนายห้อง เลยต้องใช้ไม้คุณภาพดี” อาจารย์จุลพรอธิบาย

เช่น กระเบื้องมุงหลังคาที่ชำรุดหลุดร่อนไปหลายบริเวณ ทีมนักออกแบบตั้งใจรวบรวมกระเบื้องจากบ้านหลังอื่นๆ มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อนำมาบูรณะให้เรือนประธานหลังนี้มีความสมบูรณ์ที่สุด 

กระเบื้องทุกชิ้นทั้งที่ได้จากเรือนบริวารและที่อยู่บนเรือนประธานอยู่แล้ว ถูกรื้อลงมาอย่างระมัดระวัง ขัดล้างทำความสะอาด ทาทับด้วยน้ำยารักษากระเบื้องดินเผา ก่อนจะนำขึ้นไปมุงใหม่อีกครั้ง 

“อีกส่วนที่สำคัญคือฮาร์ดแวร์ของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อย่างพวกกลอนประตู มือจับ ที่ในบ้านประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์หลายยุค เราต้องคงสภาพดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ก่อนเริ่มบูรณะจึงต้องทำทะเบียนฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด และไปเสาะหามาให้ตรงยุค”

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

นอกจากเรือนประธานที่ถูกบูรณะด้วยความสำคัญลำดับแรก เรือนบริวารก็ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีต โดยมีการใช้วัสดุใหม่จากยุคปัจจุบันบ้าง และตั้งใจทาสีขาวเพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเป็นงานอนุรักษ์อีกรูปแบบ ต่างจากเรือนประธานอย่างบ้านบอร์เนียวประกอบด้วยวัสดุในยุคร้อยกว่าปีที่แล้วทั้งหมด 

คุณพิสิษฐเสริมว่า “พูดให้เห็นภาพ นี่คือการอนุรักษ์เรือนเก่าแก่ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด ในขณะที่สิ่งปลูกสร้างใหม่ เราก็ตั้งใจออกแบบให้เห็นชัดไปเลยว่าสร้างใหม่ โดยผสมผสานเส้นสายสถาปัตยกรรมทั้งหมด ใหม่และเก่าเอาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน”

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพรชี้ชวนให้ดูต้นยางอินเดียขนาดยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเด่นอยู่ข้างบ้านบอร์เนียว พร้อมอธิบายว่าแม้จะชื่อยางอินเดีย แต่เป็นไม้ตระกูลไทร และที่ต้องปลูกไว้ในอาณาเขตของบริษัทบอร์เนียวก็เพื่อเอาไว้ล่ามช้าง ในยุคที่การค้าไม้รุ่งเรือง บริษัทบอร์เนียวมีช้างไว้ลากซุง กว่า 200 เชือกเลยทีเดียว

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

โรงแรมร่วมสมัยแบบบ้านคฤหบดี

นอกจากบ้านบอร์เนียวแล้ว ยังมีเส้นสายงานออกแบบอื่นๆ ที่เสริมความโดดเด่นให้ 137 Pillars House อย่าง Green Wall บริเวณสระว่ายน้ำที่ประกอบไปด้วยกระถางต้นไม้นับร้อยกระถาง รวมถึงอาคารใหม่อีกหลายอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับฟังก์ชันการพักอาศัย

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

คอนเซปต์ในการวางผัง คือหมู่อาคารแบบบ้านคฤหบดี มีเรือนประธานเป็นบ้านบอร์เนียว เปรียบเหมือนเรือนคฤหบดี รายล้อมไปด้วยเรือนลูกหลานบริวารในอาณาบริเวณเดียวกัน โดยพยายามตัดต้นไม้เดิมให้น้อยที่สุด ทำให้เลย์เอาต์ห้องพักในอาคารที่สร้างขึ้นใหม่แต่ละหลังนั้น ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่ห้องเดียว

“ต้นไม้เก่าแก่บางต้น เรือนยอดใหญ่โตปกคลุมพื้นที่หลายสิบเมตร กิ่งก้านทะลุระเบียงเรือนบริวารเก่า เราก็เก็บเอาไว้หมด เพราะถือเป็นสมบัติของพื้นที่ไม่ต่างจากบ้านบอร์เนียว โดยงานออกแบบภายในมีความร่วมสมัยในกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุคโบราณ ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าวัยผู้ใหญ่ที่มองหาที่พักในพื้นที่ประวัติศาสตร์ และคนหนุ่มสาวที่ชื่นชอบสเปซเท่ๆ”

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

คุณพิสิษฐอธิบายว่า “หลักในการทำโรงแรม สมมติคุณทำสามสิบคีย์ ลงทุนไปสามร้อยล้านบาท คุณต้องขายได้ หนึ่งหมื่นบาทต่อคืน สำหรับ 137 Pillars House ลงทุนไปหกจุดห้าล้านบาทต่อคีย์ จริงๆ ต้องขายให้ได้หกพันห้าร้อยบาท แต่ปรากฏว่าเปิดตัวได้ถึงหนึ่งหมื่นสองพันบาท จนถึงทุกวันนี้ค่าห้องขึ้นมาเป็นสองหมื่นบาท 

“สำหรับการทำธุรกิจโรงแรมครั้งแรกที่ไม่ใช่โรงแรมในเครือเชนของคุณนิพันธ์และครอบครัว นับว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะความเข้าใจ ความใจเย็นของเจ้าของที่มีต่องานอนุรักษ์”

อาจารย์จุลพรกล่าวทิ้งท้ายว่า “การซ่อมแซมบ้านบอร์เนียวกินเวลายาวนานถึงหนึ่งปีครึ่ง รวมระยะเวลาในการสร้างโรงแรมทั้งหมดถึงสี่ปี เมื่อเสร็จสมบูรณ์ มันได้ทั้งสงวนคุณค่าและเพิ่มมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ กลายเป็นปฐมบทการสร้างเชนโรงแรม 137 Pillars” 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องของ 137 Pillars House ติดตามชมรายละเอียดได้ในงานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ​ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวึนที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ในส่วนนิทรรศการที่จัดร่วมกันระหว่าง The Cloud และสมาคมสถาปนิกสยามฯ



Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load