22 กุมภาพันธ์ 2563
40 K

137 Pillars House คือโรงแรมย่านวัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความพิเศษหลายประการ

ที่ดินเก่าแก่ผืนนี้เคยเป็นที่ทำการบริษัทบอร์เนียว กิจการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม ซึ่งมีนายหลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ ลูกชายของแอนนา ลีโอโนเวนส์ หรือแหม่มแอนนา พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้จัดการคนแรก 

ความพิเศษประการสำคัญ คือการบูรณะบ้านบอร์เนียวที่ก่อสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลล้านนา ซึ่งเคยถูกใช้เป็นอาคารสำนักงานเมื่อกว่า 130 ปีก่อน 

บ้านบอร์เนียวที่เคยทรุดโทรมตามกาลเวลา ทุกวันนี้กลับมามีชีวิตเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์ของบ้านและพื้นที่ เลานจ์ ฟิตเนส และห้องอาหารระดับหรูของโรงแรม โดยยังคงเก็บคุณค่าและร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างครบถ้วน จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

งานซ่อมแซมบูรณะและออกแบบก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินขนาด 1 ไร่เศษใช้เวลายาวนานกว่า 4 ปี โดยความท้าทายอยู่ที่ความประณีตในการบูรณะอาคารประวัติศาสตร์ และความต่อเนื่องของยุคสมัยเก่า-ใหม่ที่ประกอบกันเป็นลักชัวรีบูติกโฮเทล ซึ่งกลมกล่อมไปทุกรายละเอียดริมแม่น้ำปิงแห่งนี้

เราจึงอยากชวนคุณย้อนเวลาไปทำความเข้าใจเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และภารกิจในการเก็บรักษาคุณค่าและมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ของร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ให้อยู่คู่กับยุคสมัยต่อไปได้ตราบนานเท่านาน

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

ประวัติศาสตร์ดินแดนล้านนา

จุดเริ่มต้นของ 137 Pillars House มาจากความสนใจในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เชียงใหม่ของคุณนิพันธ์ วงศ์พันเลิศ เจ้าของกังวาลเท็กซ์ไทล์ อุตสาหกรรมด้ายอันดับ 1 ของไทย ทำให้ต้องการหาเรือนแถวเรียบง่ายไว้พักอาศัยเป็นบ้านตากอากาศที่เมืองเหนือ จนได้มาพบกับที่ดินร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ในซอยวัดเกตผืนนี้

สิ่งที่ติดมากับที่ดินคือบ้านไม้สักเก่าสีดำซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ เมื่อสืบค้นอย่างละเอียด ปรากฏว่าบ้านหลังนี้ชื่อบ้านบอร์เนียว มีประวัติศาสตร์คู่เมืองเชียงใหม่มายาวนานนับร้อยปี

บ้านหลังนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2432 ในสมัยดินแดนล้านนาหรือจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน ยังเป็นหัวเมืองประเทศราชของสยาม เพื่อเป็นสำนักงานทำการของบริษัทบอร์เนียว ซึ่งมาทำกิจการสัมปทานไม้สักที่ภาคเหนือของประเทศไทย 

137 Pillars House
137 Pillars House

ก่อนหน้าที่บริษัทฝรั่งจะเข้ามา คนไทยขายไม้ประปราย ตั้งแต่สมัยอยุธยาที่มีบัญชีไม้สัก แสดงให้เห็นว่าสยามส่งไม้ไปขายประเทศในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่น

หลังจากนั้น การทำธุรกิจขายไม้ในสยาม เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันช่วงที่นายเอช แอนเดอร์สัน ผู้รับช่วงต่อบริหารโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล เริ่มนำไม้สักของสยามไปขายที่ยุโรป ปรากฏว่าขายดิบขายดี เกิดปรากฏการณ์ตื่นไม้สัก

เกิดเป็นบริษัทบอร์เนียว บริษัทฝรั่งแห่งแรกที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้เพื่อกิจการนี้ โดยมี นายหลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ ลูกชายของแอนนา ลีโอโนเวนส์ หรือแหม่มแอนนา พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้จัดการคนแรก

137 Pillars House

หลังจากบริษัทบอร์เนียวเปิดกิจการเป็นเจ้าแรก บริษัทค้าไม้อื่นๆ ได้ตามมาเปิดอย่างคึกคักไม่ว่าจะเป็น บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา, อีส เอเชียติก และสยามฟอร์เรส

กิจการของบริษัทบอร์เนียวดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งพ.ศ. 2484 บ้านบอร์เนียวหลังนี้ถูกกองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นสำนักงานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสงครามสิ้นสุดในพ.ศ. 2488 จึงกลับมาเป็นสำนักงานต่อ จนกระทั่งบริษัทบอร์เนียวเลิกกิจการในพ.ศ. 2498 

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา

เมื่อเป็นเช่นนั้น นายวิลเลียม เบนส์ ผู้จัดการคนสุดท้ายของบริษัทบอร์เนียวจึงซื้อที่ดินรวมถึงบ้านหลังนี้เอาไว้ และตกทอดผ่านทายาทรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนมาถึงคุณลุงแจ็ค จรินทร์ แบน ผู้เติบโตและใช้ชีวิตที่เชียงใหม่มาทั้งชีวิต 

ด้วยความผูกพันและเคารพในวัฒนธรรมไทยล้านนา คุณลุงแจ็คร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมของเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ที่วัดเกต ที่ทุกวันนี้ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและคนทั่วไปเยี่ยมชมได้

วัดเกตการามหรือวัดเกต เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ สร้างในพ.ศ. 1971 ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ย่านวัดเกตตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ถือเป็นย่านขายของชาวจีนและย่านชาวฝรั่งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง นับเป็นย่านที่รุ่งเรืองสูงสุดในยุคสุดท้ายของการค้าทางน้ำของเชียงใหม่

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา
137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา

ประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าที่ดินเก่าแก่ขนาด 5 ไร่ในซอยวัดเกต จังหวัดเชียงใหม่ผืนนี้ จะกลายมาเป็นลักชัวรีบูติกโฮเทลแสนสวยที่ถูกตาต้องใจเหล่านักเดินทางอย่างทุกวันนี้ได้ เพราะตอนที่คุณนิพันธ์ซื้อที่ดินมาจากคุณลุงแจ็ค บ้านบอร์เนียว ที่นี่มีสภาพทรุดโทรมยากที่จะบูรณะ 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพร นันทพานิช แห่ง North Forest Studio ได้รับการติดต่อจากคุณนิพันธ์ให้มาช่วยดูแลงานบูรณะบ้านบอร์เนียว และทันทีที่มาเห็นบ้าน อาจารย์จุลพรก็เสนอให้มีการค้นคว้าประวัติศาสตร์ก่อนจะออกแบบการบูรณะ

โดยเริ่มต้นการค้นหาจากหอจดหมายเหตุ สยามสมาคม ไปจนถึงดูเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเข้ามาของคนตะวันตกในดินแดนล้านนา ใช้เวลา 3 เดือนในการค้นคว้า เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอที่จะออกแบบทิศทางการบูรณะได้อย่างแม่นยำ

โดยมี คุณพิสิษฐ สายัมพล สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง Habita Architects เจ้าของผลงานการออกแบบโรงแรมและรีสอร์ทชื่อดังมากมาย มารับหน้าที่ดูแลการแปลงโฉมบ้านบอร์เนียวและที่ดินเก่าแก่แห่งนี้ ให้กลายเป็นที่พักที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า 

ร่วมด้วย คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล มัณฑนากรแห่ง P49 Deesign & Associates รับหน้าที่ออกแบบเรื่องราวภายในอาคารแต่ละหลังทั้งเก่าใหม่ และทีมภูมิสถาปนิกจาก P Landscape นำโดย คุณวรรณพร พรประภา มาดูแลงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ร้อยเรียงพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นโปรเจกต์ที่รวมนักออกแบบแนวหน้าของไทยไว้อย่างครบถ้วน

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

คุณค่าและมูลค่าของบ้านและที่ดินเก่าแก่

คุณพิสิษฐเริ่มเล่า “แม้ว่าสมัยนั้นโรงแรมแบบ Boutique ยังไม่ใช่สไตล์ที่เป็นที่นิยมและแพร่หลาย แต่พอได้มาเห็นบ้าน ผมก็แจ้งคุณนิพันธ์ไปว่า ในฐานะนักออกแบบเราจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้อย่างแน่นอน โดยผมเสนอแนวทางการอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไปสองแบบ 

“แบบแรกคือยกบ้านทั้งหลังไปตั้งไว้ที่ทางเข้า ให้โดดเด่นเป็น Welcome Area และแบบที่สองคือบูรณะบ้านในตำแหน่งดั้งเดิมแม้จะอยู่ลึกเข้ามาในที่ดิน ผู้ใช้จะต้องเสาะแสวงเข้ามาเพื่อชื่นชมเรือนประธานหลังนี้ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปตรงกันทุกฝ่ายว่าจะอนุรักษ์บ้านบอร์เนียวด้วยรูปแบบที่สอง” 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพรเสริมต่อว่า “แรกเริ่ม ผู้รับเหมาก่อสร้างบอกว่าโครงสร้างหลังคาข้างบนพังหมดแล้ว อย่าปีนเลยอาจารย์ บ้านเก่าตุ๊กแกเยอะ (ยิ้ม) พอผมปีนขึ้นไปดูเอง ก็ปรากฏว่าข้างบนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก 

“การอนุรักษ์คือการคุ้มครอง สถาปัตยกรรมพวกนี้คือมรดกทางภูมิปัญญาของแต่ละกลุ่มชน ถ้าไม่อนุรักษ์ไว้ก็น่าเสียดายมาก เพราะลูกหลานเราไม่มีรากเหง้า ไม่มีวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และที่สำคัญของพวกนี้มันประเมินค่าไม่ได้ 

“พื้นที่ที่เรายืนกันอยู่นี้ ฝรั่งที่เราคุ้นชื่อ สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศเราในสมัยรัชกาลที่ห้าล้วนเคยขึ้นมาอยู่อาศัยใช้งานทั้งนั้น เป็น Common Space ที่รับรองของชาวต่างชาติในสมัยนั้น นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของล้านนาที่คนตะวันตกเข้ามา”

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา
บ้านบอร์เนียว

บ้านบอร์เนียวเป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลล้านนา คือผสมกันระหว่างดีไซน์แบบตะวันตกกับวัสดุแบบล้านนา จุดยูนีกที่เห็นเด่นชัดจากด้านนอก คือหลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินขอแบบพื้นเมือง และมีเครื่องประดับหลังคาสไตล์โคโลเนียล

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

“ช่างก่อสร้างน่าจะเป็นคนจีน ซึ่งมีความชำนาญในการทำงานไม้ เพราะคนจีนเริ่มทำบ้านให้ฝรั่งตั้งแต่ยุครัชกาลที่สี่เขาก็จะรู้ว่ารูปแบบบ้านสไตล์อาณานิคมหรือโคโลเนียลแบบอังกฤษเป็นอย่างไร และไม่แน่ว่าบานประตูหน้าต่างในบ้านทั้งหมด ขนส่งมาจากเมืองมะละแหม่ง ประเทศเมียนมา เพราะงานช่างไม้ล้านนาในสมัยนั้น ไม่ใช่รูปแบบนี้แน่นอน

“ไม้แต่ละท่อนที่ประกอบเป็นบ้านบอร์เนียว มีร่องรอยของประวัติศาสตร์จารึกอยู่ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม้ถูกตัดด้วยเลื่อยมือ ไม่ใช่เลื่อยไฟฟ้าอย่างในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเราควรคุ้มครองแม้กระทั่งร่องรอยที่เกิดขึ้นในการแปรรูปไม้เอาไว้ด้วย” อาจารย์จุลพรกล่าว

บ้านร้อยปีที่มีร้อยเสา

คำว่า 137 Pillars มาจากเสาของบ้านที่มีอยู่ถึง 137 ต้น ที่ต้องมีเสาจำนวนมาก เพราะนี่เป็นบ้านเก่าที่โครงสร้างแทบจะทั้งหมดเป็นไม้ ดังนั้นจึงต้องวางช่วงเสาถี่เพื่อความแข็งแรง และอีกนัยยะหนึ่งคือบ้านในสมัยโบราณ ยิ่งเจ้าของมีฐานะเท่าไหร่ บ้านยิ่งต้องมีเสาเยอะเท่านั้น

ความท้าทายแรกในการออกแบบและอนุรักษ์สถาปัตยกรรมหลังนี้คือ การเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง แม้ตัวบ้านจะเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงประมาณ 1.8 เมตรอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอ

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกตัวเรือนให้สูงขึ้นจากเดิมเพื่อให้พ้นระดับน้ำท่วม และเสริมความแข็งแรงให้ฐานของบ้านที่จะต้องรองรับคนจำนวนมากในอนาคต

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพรอธิบายต่อว่า “เราใช้คนงานประมาณร้อยคน ควบคุมแม่แรงแปดสิบตัว ยกเรือนและเสาไม้ขึ้นเหนือพื้นดินครั้งละห้าเซนติเมตร ใช้เวลายกสองวัน จนได้ระยะความสูงพอที่จะใส่เสาเหล็กลงไปใต้เสาไม้เดิม จากนั้นปลดแม่แรงออก เสาไม้จะตกลงมาวางบนเสาเหล็กพอดี และต้องดัดตัวบ้านให้ตรง บ้านมันเก่าเลยโย้เย้

“เทคนิคการนำเหล็กมาช่วยเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างไม้เดิม ผมได้มาจากงานบูรณะสถาปัตยกรรมโบราณ เหตุแผ่นดินไหวที่เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาลเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มสถาปนิกชาวออสเตรีย

“เป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้เห็นชัดเจนไปเลยว่าส่วนไหนเป็นของดั้งเดิม ส่วนไหนเป็นของที่เสริมเข้าไป ความท้าทายอยู่ที่จะออกแบบอย่างไรให้ความเก่าและใหม่ อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว”

การยกเรือนให้ความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 เมตร ทำให้ความยาวเสาเพิ่มตามไปด้วย สัดส่วนของสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลล้านนาจะผิดเพี้ยนจากรูปแบบดั้งเดิม ทีมออกแบบจึงตัดสินใจสร้างคันดินรอบตัวบ้าน เพื่อปิดความยาวเสาที่เพิ่มขึ้นมา ให้ทัศนียภาพของตัวบ้านคงสัดส่วนเดิมที่ความสูง 1.8 เมตร

“ดังนั้นภาพของบ้านเมื่อแรกสร้างร้อยสามสิบปีที่แล้วกับภาพของบ้าน ณ ปัจจุบันจึงเป็นภาพเดียวกัน แม้บ้านจะผ่านการบูรณะ ซ่อมแซม และปรับปรุงแล้วก็ตาม” คุณพิสิษฐเสริม

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

การยกตัวบ้านขึ้นยังมีประโยชน์ในแง่พื้นที่ใช้สอย เพราะโรงแรมต้องมีพื้นที่เพียงพอกับหลากหลายฟังก์ชัน ทั้งในส่วนแขกที่มาเข้าพักและเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการ

ภายใต้ทัศนียภาพแบบเดิม มองเผินๆ เหมือนบ้านชั้นเดียว แต่ที่จริงแล้วบ้านบอร์เนียวซึ่งได้รับการบูรณะอย่างประณีต มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นเป็น 2 ชั้น

ทุกวันนี้บ้านบอร์เนียวมีฟังก์ชันเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์ของบ้านและพื้นที่ มีข้าวของโบราณที่ถูกค้นพบที่นี่จัดแสดง เพื่อให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน รวมถึงยังเป็นเลานจ์ ฟิตเนสและห้องอาหารระดับหรูของโรงแรมอีกด้วย

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

เรียงร้อยความเก่าและใหม่ไว้เก่าอย่างกลมกลืน

บ้านบอร์เนียววางผังเรือนเป็นแบบสมมาตร มุขหน้ามีบันไดขึ้นเรือน 2 ข้าง คุณพิสิษฐเล่ายิ้มๆ ว่าตอนเริ่มต้นบูรณะปรับปรุง บ้านมีสภาพทรุดโทรมและเหลือบันไดอยู่เพียงข้างเดียว ซึ่งก็นับว่าโชคดี เพราะอย่างน้อยยังมีบันไดข้างที่เหลือให้ถอดแบบได้

อย่างไรก็ตาม คุณพิสิษฐและอาจารย์จุลพรต่างมีความเห็นตรงกันว่าจะพยายามใช้วัสดุใหม่ให้น้อยที่สุด โดยจะใช้วัสดุจากเรือนบริวารที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงไม้จากบ้านโบราณหลังอื่นที่สร้างในยุคเดียวกัน 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

“ที่ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะไม้ที่ใช้ในการสร้างบ้านบอร์เนียว เป็นไม้จากต้นสักที่มีอายุ ซึ่งแน่นอนว่ามีคุณภาพมากกว่าไม้จากต้นสักที่อายุน้อย และด้วยความที่เป็นบริษัทนายห้อง เลยต้องใช้ไม้คุณภาพดี” อาจารย์จุลพรอธิบาย

เช่น กระเบื้องมุงหลังคาที่ชำรุดหลุดร่อนไปหลายบริเวณ ทีมนักออกแบบตั้งใจรวบรวมกระเบื้องจากบ้านหลังอื่นๆ มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อนำมาบูรณะให้เรือนประธานหลังนี้มีความสมบูรณ์ที่สุด 

กระเบื้องทุกชิ้นทั้งที่ได้จากเรือนบริวารและที่อยู่บนเรือนประธานอยู่แล้ว ถูกรื้อลงมาอย่างระมัดระวัง ขัดล้างทำความสะอาด ทาทับด้วยน้ำยารักษากระเบื้องดินเผา ก่อนจะนำขึ้นไปมุงใหม่อีกครั้ง 

“อีกส่วนที่สำคัญคือฮาร์ดแวร์ของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อย่างพวกกลอนประตู มือจับ ที่ในบ้านประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์หลายยุค เราต้องคงสภาพดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ก่อนเริ่มบูรณะจึงต้องทำทะเบียนฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด และไปเสาะหามาให้ตรงยุค”

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

นอกจากเรือนประธานที่ถูกบูรณะด้วยความสำคัญลำดับแรก เรือนบริวารก็ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีต โดยมีการใช้วัสดุใหม่จากยุคปัจจุบันบ้าง และตั้งใจทาสีขาวเพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเป็นงานอนุรักษ์อีกรูปแบบ ต่างจากเรือนประธานอย่างบ้านบอร์เนียวประกอบด้วยวัสดุในยุคร้อยกว่าปีที่แล้วทั้งหมด 

คุณพิสิษฐเสริมว่า “พูดให้เห็นภาพ นี่คือการอนุรักษ์เรือนเก่าแก่ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด ในขณะที่สิ่งปลูกสร้างใหม่ เราก็ตั้งใจออกแบบให้เห็นชัดไปเลยว่าสร้างใหม่ โดยผสมผสานเส้นสายสถาปัตยกรรมทั้งหมด ใหม่และเก่าเอาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน”

137 Pillars House, บ้านบอร์เนียว, โคโลเนียล, ล้านนา
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

อาจารย์จุลพรชี้ชวนให้ดูต้นยางอินเดียขนาดยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเด่นอยู่ข้างบ้านบอร์เนียว พร้อมอธิบายว่าแม้จะชื่อยางอินเดีย แต่เป็นไม้ตระกูลไทร และที่ต้องปลูกไว้ในอาณาเขตของบริษัทบอร์เนียวก็เพื่อเอาไว้ล่ามช้าง ในยุคที่การค้าไม้รุ่งเรือง บริษัทบอร์เนียวมีช้างไว้ลากซุง กว่า 200 เชือกเลยทีเดียว

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

โรงแรมร่วมสมัยแบบบ้านคฤหบดี

นอกจากบ้านบอร์เนียวแล้ว ยังมีเส้นสายงานออกแบบอื่นๆ ที่เสริมความโดดเด่นให้ 137 Pillars House อย่าง Green Wall บริเวณสระว่ายน้ำที่ประกอบไปด้วยกระถางต้นไม้นับร้อยกระถาง รวมถึงอาคารใหม่อีกหลายอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับฟังก์ชันการพักอาศัย

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม
137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

คอนเซปต์ในการวางผัง คือหมู่อาคารแบบบ้านคฤหบดี มีเรือนประธานเป็นบ้านบอร์เนียว เปรียบเหมือนเรือนคฤหบดี รายล้อมไปด้วยเรือนลูกหลานบริวารในอาณาบริเวณเดียวกัน โดยพยายามตัดต้นไม้เดิมให้น้อยที่สุด ทำให้เลย์เอาต์ห้องพักในอาคารที่สร้างขึ้นใหม่แต่ละหลังนั้น ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่ห้องเดียว

“ต้นไม้เก่าแก่บางต้น เรือนยอดใหญ่โตปกคลุมพื้นที่หลายสิบเมตร กิ่งก้านทะลุระเบียงเรือนบริวารเก่า เราก็เก็บเอาไว้หมด เพราะถือเป็นสมบัติของพื้นที่ไม่ต่างจากบ้านบอร์เนียว โดยงานออกแบบภายในมีความร่วมสมัยในกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุคโบราณ ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าวัยผู้ใหญ่ที่มองหาที่พักในพื้นที่ประวัติศาสตร์ และคนหนุ่มสาวที่ชื่นชอบสเปซเท่ๆ”

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

คุณพิสิษฐอธิบายว่า “หลักในการทำโรงแรม สมมติคุณทำสามสิบคีย์ ลงทุนไปสามร้อยล้านบาท คุณต้องขายได้ หนึ่งหมื่นบาทต่อคืน สำหรับ 137 Pillars House ลงทุนไปหกจุดห้าล้านบาทต่อคีย์ จริงๆ ต้องขายให้ได้หกพันห้าร้อยบาท แต่ปรากฏว่าเปิดตัวได้ถึงหนึ่งหมื่นสองพันบาท จนถึงทุกวันนี้ค่าห้องขึ้นมาเป็นสองหมื่นบาท 

“สำหรับการทำธุรกิจโรงแรมครั้งแรกที่ไม่ใช่โรงแรมในเครือเชนของคุณนิพันธ์และครอบครัว นับว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะความเข้าใจ ความใจเย็นของเจ้าของที่มีต่องานอนุรักษ์”

อาจารย์จุลพรกล่าวทิ้งท้ายว่า “การซ่อมแซมบ้านบอร์เนียวกินเวลายาวนานถึงหนึ่งปีครึ่ง รวมระยะเวลาในการสร้างโรงแรมทั้งหมดถึงสี่ปี เมื่อเสร็จสมบูรณ์ มันได้ทั้งสงวนคุณค่าและเพิ่มมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ กลายเป็นปฐมบทการสร้างเชนโรงแรม 137 Pillars” 

137 Pillars House โรงแรมหรูที่สร้างจากบ้านบอร์เนียว อดีตที่ทำการสัมปทานไม้แห่งแรกของสยาม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องของ 137 Pillars House ติดตามชมรายละเอียดได้ในงานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ​ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวึนที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ในส่วนนิทรรศการที่จัดร่วมกันระหว่าง The Cloud และสมาคมสถาปนิกสยามฯ



Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากใครเคยได้นั่งรถผ่านตรงข้ามโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง คงจะสังเกตบ้างว่ามีตึกลายแผนที่โบราณสีขาว-น้ำเงินตระหง่านอยู่

“ลงทุนขนาดนี้ ใครจะชอบตึกลื้อเหรอ” อากงเพื่อนบ้านพูด ไม่รู้ว่ากำลังปรามาสหรือถามด้วยความสงสัยจากใจจริงกันแน่

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

แม้ดูจะแปลกตาชาวบ้านแถวนั้นบ้าง แต่ ‘The Kheha’ (เดอะ เคหา) ที่พักนักท่องเที่ยวและร้านอาหารที่อดีตเป็นธนาคารนี้ ก็สร้างมาจากแพสชันในศิลปะของผู้เป็นเจ้าของร้าน อ้อย-อินทิรา ทัพวงศ์ และการร่วมมือออกแบบ ร่วมใจเพนต์ผนังทั้งภายนอก-ภายในของแก๊งเพื่อนคณะมัณฑนศิลป์วัย (กำลังจะ) เกษียณ

เราเห็นกระบวนการก่อร่างของตึกนี้มาแต่ไหนแต่ไร ด้วยพ่อก็เป็นหนึ่งในแก๊งศิลปินที่ว่า

“วันนี้ไปไหน”

“ไปร้าน” พ่อตอบประโยคที่เราคุ้นเคยมาร่วมปี ถึงจะเหนื่อย แต่แน่นอนว่าทุกคนสนุกกับการไปเพนต์ผนังกับเพื่อน

ไม่ง่ายเลยที่ตึกธนาคารยุค 80 จะปรับฟังก์ชันภายใต้ข้อกำหนดยิบย่อยได้อย่างดี ไม่ง่ายเลยที่จะนำศิลปะหลายสไตล์ของคนร่วมสิบมารวมกันให้ลงตัวได้ และไม่ง่ายอีกเช่นกันที่จะเริ่มเปิดทำการภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ควรค่าที่อย่างยิ่งที่จะนำเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้มาเล่า

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

ออกเรือสำเภา

อินทิรา เจ้าของ The Kheha เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ทำงานอยู่ที่แบรนด์เสื้อผ้าแถวหน้าของเมืองไทยมานาน 40 ปี เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันที่ตนเองเรียนจบมาด้วย

อินทิรามีพื้นเพเป็นคนบางลำพู ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์-โฮสเทลมากมายให้เห็นจนชินตา ด้วยความเป็นนักเรียนศิลปะ เธอคิดเงียบ ๆ ว่า ถ้านักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้สัมผัสการถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานศิลปะก็คงดี ประจวบเหมาะกับที่ทำเสื้อผ้ามาถึงจุดอิ่มตัว เธอก็คิดอยากทำอะไรที่อยู่ถาวร จับต้องได้ สร้างสรรค์ และแสดงถึงความคิดของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ความคิดจะทำที่พักนักท่องเที่ยวจึงแล่นเข้ามาในหัว

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

“เราเห็นแบบไทยจ๋าไปแล้ว หรือไม่ก็ตะวันตก เป็นโรงแรมหรูหราไปเลย เราก็อยากหาอะไรที่มันมีความสวยงามของศิลปะไทยและตะวันตกมารวมกันอย่างสวยงาม” เจ้าของร้านในลุคเสื้อคอเต่าคิดฝัน “อยากให้เป็นที่รวมคนที่ชอบงานศิลปะ ชอบท่องเที่ยว เป็นที่ของคนรุ่นใหม่ที่ทั้งโมเดิร์นและชอบความเป็นไทย”

‘เพนต์ตึกเป็นแผนที่’ เป็นไอเดียเริ่มต้นของโปรเจกต์ สำหรับเธอ แผนที่สื่อถึงการเดินทางของนักเดินทางทั่วทุกมุมโลก เธออยากให้ตึกของเธอมีลายแผนที่เดินเรือสมัยโบราณวาดไว้ ส่วนภายในตึกก็เป็นภาพวาดตามธีมตะวันออกพบตะวันตกโดยแก๊งเพื่อนคณะมัณฑนศิลป์

หลังจากที่วนหาตึกเหมาะ ๆ ในถิ่นกำเนิดอย่างบางลำพูอยู่หลายรอบแล้วไม่พบจนเกือบถอดใจ เธอก็มาพบกับตึกที่ต้องตาอย่างจังเข้าที่ย่านบำรุงเมือง

The Kheha ร้านอาหารและที่พักย่านบำรุงเมือง ของเพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

“โอ้ว้าว! ตึกเก่า ทรงสวยว่ะ!” อินทิราอุทาน แล้วภาพแผนที่โลกในหัวก็ถูกทาบลงบนตึกนั้นโดยอัตโนมัติ “มันทั้งอยู่สามแยก ทั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล ที่จอดรถไม่มี แต่เราไม่ได้คิดเรื่องฮวงจุ้ยหรืออุปสรรคอะไรเลย เราคิดแค่ว่าถ้าวาดต้องเจ๋งแน่”

ก่อนหน้านั้นเธอได้เกริ่นถึงโปรเจกต์ตามใจตัวเองนี้กับรุ่นพี่คนหนึ่งไว้ว่า หากมีโอกาสได้ทำเข้าจริง ๆ ก็อยากให้รุ่นพี่คนนี้เป็นคนลงมือแปลงโฉมตึกให้ โชคดีที่เมื่อได้เห็นตึกที่อินทิราเล็งไว้ เขาก็ตอบรับทำสมใจ รุ่นพี่คนนั้นคือ สมชาย จงแสง ดีไซเนอร์จาก Deca Atelier และศิลปินศิลปาธร สาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์คนแรกของประเทศ

“เราก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่มัณฑนศิลป์ แล้วอ้อยเขาก็ทำดีไซน์ ทำแฟชั่น เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องแพสชันศิลปะมันไม่ต้องคุยแล้วล่ะ เขามีของเขาอยู่แล้ว” สมชายบอกถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับงานนี้ “แล้วอ้อยเขาก็มาแบบง่ายๆ เราไม่เกร็งกับตัวเขา”

เมื่อได้ฤกษ์เริ่มคิดงาน อินทิราก็เริ่มคิดถึงภาพวาดภายในที่เธออยากให้เพื่อน ๆ มาช่วยวาด

“เราไม่คิดถึงคนอื่นเลย เรานึกถึงไอ้เพื่อนที่เราสนิท จะได้ขอร้องให้มาช่วยกันง่ายขึ้น” เธอหัวเราะลั่น “แต่ละคนมีศักยภาพในแนวของตัวเอง คนนี้เก่งด้านเพนต์เนี้ยบมาก อีกคนเพนต์แบบเป็น Abstract อีกคนเพนต์ลายไทย มันก็มีหลากหลาย เลยมาปรึกษาพี่สมชายว่า พี่ ถ้ามันเป็นหลายแนวจะอยู่รวมกันได้มั้ย”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

‘Less is a bore’

แฟชั่นดีไซเนอร์อารมณ์ดีอย่างอินทิราไม่ชอบความมินิมอล เธอเป็นคนชอบเอาอะไรเยอะ ๆ มาอยู่ด้วยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งงานยาก ๆ ตรงนี้จะตกเป็นหน้าที่ของสมชายในการจัดวางทุกอย่างเข้าด้วยกัน

“ปกติเราต้องคิดเองทั้งหมด แต่อันนี้เราเอาสิ่งที่เขามีแพสชันมาทำ มีเพื่อนของเขามาร่วมกันวาดรูป คิดในแง่ของการทำงานมันก็สนุกเนอะ” แม้จะยาก แต่สมชายก็ดูจะเอ็นจอยไม่แพ้กัน

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

แปลงตึกธนาคารเป็นที่พำนัก

ดั้งเดิมทีเดียวที่ตั้งของตึกนี้เคยเป็นตึกแถว 3 ห้อง จากนั้นก็ทุบสร้างใหม่เป็นตึกนี้ที่อายุราว 40 ปี ซึ่งเคยใช้เป็นบริษัทเงินทุน และเปลี่ยนมาเป็นธนาคารธนชาตตามลำดับ

สมชายเล่าว่าถนนสวนมะลินี้เป็นย่านธุรกิจใหม่ โดยทั่วไป รอบ ๆ จะเป็นตึกแถวขายเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เป็นบริษัทของคนจีน ตึกนี้จึงดูแปลกและสมัยใหม่เมื่อเทียบกับตึกอื่น ๆ ในละแวก

“Space เนี่ย มันต้องมี Spirit นะ” สมชายเริ่มเล่าถึงความยากของงานชิ้นนี้ เมื่อสิ่งที่อินทิราอยากได้ไม่ใช่แค่ดีไซน์เท่านั้น แต่เธอต้องการงานศิลปะด้วย “ถ้าเราได้ตึกเก่าย่านรัตนโกสินทร์มา มันจะมี Volumn ของ Space ที่เหมาะ แค่เราใส่อะไรไปนิด ๆ Spirit มันก็จะได้เลย แต่เมื่อเป็นตึกสมัยใหม่ยุค 80 ความรู้สึกก็จะเป็นอีกแบบ”

อย่างที่เคยเห็นกัน ตึกธนาคารที่เก่าหน่อยจะมีความแกรนด์ เมื่อเดินเข้าประตูไปจะพบกับโถงฝ้าสูงแบบ Double Height ซึ่งความแกรนด์นี้ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสียทุกครั้งไป สำหรับสมชาย ที่พักควรมีความ Cozy แต่โถงใหญ่ที่นี่ทำให้ตึกนี้ดูคล้ายโชว์รูม โดยการลดทอนความโอ่อ่านี้ก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน

“ปกติผมจะใช้สถาปัตยกรรมซ้อนเข้าไปอีกทีหนึ่ง แต่อันนี้มันทำไม่ได้ด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง วิธีแก้ก็คือ Tone Down มันลงมา เช่น สีเข้มขึ้น ฝ้าลดลง ให้ความรู้สึกมันกระชับขึ้นครับ แล้วก็ทำ Space ที่ใหญ่ให้ Borderless (ไร้ขอบเขต) ซอยแพตเทิร์นกระเบื้องบนพื้นและผนัง อย่าให้เห็นรูปทรงของ Space ชัดเจน”

“อย่างผนังห้องนี้นะครับ จริง ๆ ห้องมันอยู่แค่นี้ แต่เราก็ดึงผนังสีดำนี่ออกไปอีก เพื่อลดความใหญ่ของ Space ข้างล่างลง” สมชายชี้ผนังห้องชั้นลอยที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ให้ดู “แล้วก็ได้เรื่องความเป็นส่วนตัวของห้องนี้ด้วย พอดึงผนังออกไป คนนั่งกินข้าวข้างล่างก็มองไม่เห็นห้องนี้”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

จริงอย่างที่ผู้ออกแบบตั้งใจ พอดึงผนังออกไป เราก็รู้สึกว่าห้องเงียบสงบและเป็นส่วนตัวพอจะใช้เป็นห้องประชุมได้เลย

นอกจากนั้นยังมีความยากอีก 3 อย่าง 

ยากแรกคือความเป็นสามเหลี่ยมของตึก ทำให้ลำบากในการซอยห้องพักเป็นรูปทรงที่ตอบโจทย์

ยากที่สองคือความแบนของตึกสำนักงาน ทำให้ห้องออกมายังไม่ลงตัวเท่าที่คิด Volumn ของ Space ยังไม่ค่อยไปด้วยกันกับงานเพนต์ของเพื่อน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้

ยากที่สามคือเรื่องข้อกำหนดของการทำห้องพักให้เช่าชั่วคราว ซึ่งมีเรื่องทางหนีไฟที่ต้องอยู่ด้านหน้า และเรื่องการห้ามยื่นอะไรออกมานอกถนนตามราชกิจจานุเบกษา จึงต้องย้ายคอมเพรสเซอร์แอร์มาไว้ด้านหน้า และทำฟาซาดตึกเพื่อลดความเป็นโชว์รูมไม่ได้

แม้ด้านดีไซน์จะยังไม่เต็มร้อย ถึงอย่างนั้นอินทิราและสมชายก็พอใจในแง่ของการเป็นที่พักที่มีจำนวนเตียงเพียงพอ มีห้องหลายแบบให้เลือกสรร ทั้งห้องนอนรวมกันมีเตียงสองชั้น สำหรับชาวแบ็กแพ็กที่อยากหาที่นอนง่าย ๆ และห้องเดี่ยวที่มีห้องน้ำในตัว สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

“งานดีไซน์ที่ต้องตอบโจทย์ก็คงเป็นหมดนั่นแหละ ต้องปรับให้ได้ตามปัจจัยแวดล้อม” แฟชั่นดีไซเนอร์ให้ความเห็น “อย่างเวลาเราออกแบบเสื้อผ้า เราอยากให้มีตรงนี้ ๆ หน่อย มันก็ไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่าติดอันนี้ไปแล้วราคาแพง ติดอันนี้ลูกค้าอาจจะไม่เก็ต มีอยู่แล้ว เพราะเราไม่ใช่ Pure Art มันต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง”

The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร
The Kheha : เพื่อนศิลปินวัยเก๋าร่วมใจเปลี่ยนตึกธนาคารยุค 80 เป็นที่พัก-ร้านอาหาร

จับแพะชนแกะ จับเยอะชนแยะ

เจ้าของโปรเจกต์ตั้ง ‘ความเป็นไทยที่ไม่ใช่ไทยจ๋า มีความเป็นไทยผสมกับตะวันตก’ เป็นโจทย์ให้กับเพื่อน ๆ และรุ่นน้องมัณฑนศิลป์อีก 3 คนที่มาช่วยงาน โดยมีพ่อของเรา ตั้ง-ณัฐพงษ์ เรืองเวส ผู้เป็น Interior Designer เป็นที่ปรึกษาเรื่องหาตัวเพื่อนที่มีสไตล์เหมาะ ๆ มาวาด เรื่องเลือกรูปวาดให้ตรงธีม และเป็นผู้ร่วมวาดเองด้วยอีก 1 คน

“ประเทศไทยนี่มองได้หลายมุมนะ แต่ส่วนตัวเรามองความเป็นไทยในแง่ของความสนุก สดชื่นเฮฮา คาดการณ์ไม่ได้ มากกว่าไทยประเพณี ก็เลยคิดว่าดีแล้วที่มีใครต่อใครมาช่วยกันทำให้ Space สนุก”

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

ตามที่ได้บอกไป ตึกนี้มีลักษณะ Space บางอย่างที่เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นโถงทางเข้าที่ใหญ่โต หรือชั้นอื่น ๆ ที่ฝ้าเตี้ยมาก ๆ เพราะเคยเป็นสำนักงานมาก่อน ดังนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ดีไซเนอร์หลักอย่างสมชายจะต้องทำ คือพิจารณาว่างานของใครมีคาแรกเตอร์เหมาะจะอยู่ใน Space แบบไหนกันบ้าง

“อย่างจ๊วด ภาพเขาไม่ต้องเป็นห้องก็ได้ ภาพเขาดูทันสมัย เป็นกึ่ง ๆ กราฟฟิตี้ เหมาะจะอยู่ใน Space ที่มัน Borderless” สมชายวิเคราะห์ให้ฟัง งานของ จ๊วด-วรเศรษฐ์ นพอภิรักษ์กุล คือภาพคนที่อยู่บริเวณชั้นล่าง

“ส่วนอันนี้ถ้าไป Borderless มันคงไม่ได้ มันต้องเป็นห้องจบ” สมชายพูดพลางผายมือไปที่ภาพวาดแนวจิตรกรรมฝาผนังของ ต๊อก-ทศพร แสวงการณ์ ในห้องที่เรานั่งคุยกันอยู่ “อย่าง อภิชัย วิจิตรปิยกุล เขาเป็นคนเขียนสวย เขียนเล็ก งานเขาต้องอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ได้ ถ้าเราเอางานเขาไปลงในพื้นที่ใหญ่ ๆ อย่างงานจ๊วดมันก็จะหาย มองไม่เห็น”

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“บางทีก็มีถามกันขำ ๆ ว่า ทำไมฉันไม่ได้มีเขียนอยู่ตรงนั้นตรงนี้บ้าง!” อินทิราเม้าท์เพื่อนออกรส ในที่สุดแล้วก็มีห้องพักทั้งหมด 8 ห้อง ได้แก่ ห้องจิตรกรรม ห้องพวงมาลัย ห้องดอกไม้ไทย ห้องดอกไม้ขาว ห้องลายสักไทย ห้องท้องร่องสวน ห้องลายสักไทย ห้องลายรดน้ำประยุกต์ และห้องลายไทยสตูดิโอ

แล้วก็มาถึงส่วนสำคัญที่อินทิราฝันไว้ตั้งแต่ตอนแรก คือแผนที่ภายนอกอาคารโดยเพื่อนชื่อ ‘สุทิน’ โดยใช้เป็นแผนที่โบราณยุคที่ชาวตะวันตกเดินทางล่าอาณานิคม วาดเป็นลายเส้นและมีภาพเรือสำเภาในแผนที่

“สีที่ใช้เป็นสีที่บอกคาแรกเตอร์ทั้งตะวันตกและตะวันออก เพราะตอนทำคอนเซ็ปต์เรานึกถึงเครื่องลายครามของจีน ของฝรั่ง ที่เป็นสีไวท์-บลู” สมชายบรรยาย

การเพนต์ภายนอกนี้เป็นส่วนที่เหนื่อยที่สุดของโปรเจกต์ สุทินและทีมของเขาต้องใช้การตีสเกลเป็นช่อง ๆ แทน เพราะตึกติดถนน ทำให้ใช้การถอยระยะฉายโปรเจกเตอร์เพื่อวาดเหมือนงานอื่น ๆ ไม่ได้ ทั้งยังต้องตั้งนั่งร้านสูงเท่าตึกสี่ชั้น แล้วคลุมสแลนตามกฎของเทศบาล ระหว่างทำจึงต้องเผชิญกับทั้งความร้อน ทั้งฝุ่น และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย วาดรูปไปพร้อมกับสลิง 

The Kheha เป็นที่ที่รวมความร่วมมือของเพื่อนหลายต่อหลายคน บางคนไม่ถนัดวาดก็ช่วยทำโลโก้ บางคนก็ช่วยเขียนคำบรรยาย รวมทุกขั้นตอนใช้เวลาทั้งหมดปีกว่า ๆ

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“การทำงานของที่นี่แตกต่างจากที่อื่น ที่สำคัญคือมัณฑนศิลป์มันคือการออกแบบ ไม่ใช่ Pure Art ด้วย” อินทิราอธิบาย “แล้วมันก็เป็นการทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ ถ้าเป็นคนอื่นก็จะเกรงใจ แต่นี่เรามาลำบากด้วยกัน สนุกด้วยกัน เหมือนมานอนคณะ บางคนก็มาจากต่างจังหวัด มานอนที่นี่

“เอาจริง ๆ ถ้าไม่รักกันจริงไม่มีใครทำให้ มันไม่ได้สบาย ตอนวาดก็ยังเจาะ ฝุ่นเยอะ แอร์ก็ยังไม่ได้ติด เหมือนเขียนงานในไซต์ก่อสร้าง ผิดคาแรกเตอร์ของศิลปิน”

ถ้าเธอเทียบการมาเพนต์ผนังด้วยกันกับการ ‘นอนคณะ’ ได้ ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่จะเรียกโปรเจกต์นี้ว่าเป็นการคืนความสดชื่นของวัยเยาว์ก็ไม่ผิด

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

สนุกกับความเป็นไปได้

“ชื่อ The Kheha มาจากลูกชายนะ” อินทิราเผยตอนใกล้จบ

“สามีแต่งกลอนเก่ง ชื่อที่เขาตั้งจะยากมาก เป็นสวรรค์เป็นอะไร มันเพราะแต่มันไม่ใช่ พอลองคิดว่าเป็นที่พักนักเดินทาง ลูกชายก็บอกว่า เคหาไง แปลว่าบ้าน ภาษาอังกฤษก็เขียนสวยนะแม่”

เส้นทางของบ้านหลังนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว หลังจากที่สร้างเสร็จก็เจอกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรกปะทะเข้ามาทันที นักเดินทางทั่วทุกมุมโลกมาไม่ได้เหมือนที่คาดไว้ The Kheha ก็ไม่ได้เปิดเต็มทุกฟังก์ชันอย่างที่ตั้งใจ ด้านล่างที่เคยเตรียมไว้เป็นรีเซปชันและ Working Space จึงได้ปรับเป็นร้านอาหาร

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

คอนเซ็ปต์ของการตกแต่งเป็นไทยผสมตะวันตก คอนเซ็ปต์ของอาหารเองก็เช่นกัน โดยเชฟที่มาช่วยทำเมนูออกแบบให้อาหารมีความผสมผสาน อย่างสปาเกตตี้ผัดกะเพรา หรือครัวซองต์กับมัสมั่น ฟังดูไทยแต่ก็มีอะไรใหม่ ๆ เข้าไปด้วย

“มัสมั่นรสชาติเหมือนกินที่บ้านที่แม่เราเคี่ยวเอง แต่ก็ปรุงแต่งอะไรให้มันไปตามคอนเซ็ปต์” อินทิราเล่า ก่อนบอกว่าเมนูเด็ดที่สุดของที่นี่ คือข้าวน้ำพริกกากหมูปลาทูทอดและไข่เจียวมหาศาล (ที่แปลว่าเครื่องเยอะ)

“จากที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นร้านอาหารอย่างสมบูรณ์ พอทำแล้วกลับประสบความสำเร็จ เราก็เลยโชคร้ายในโชคดี โชคดีในโชคร้าย

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

“Space ที่เคยบอกว่าดูกว้างก็เลยโอเค ไม่ต้อง Cozy แล้ว กลายเป็นร้านอาหารที่เพดานโปร่ง นั่งสบาย ลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัดเวลามาทาน”

แม้บาร์ด้านบนดาดฟ้าที่ตั้งใจให้เป็นไฮไลต์จะไม่ได้เปิดใช้เพราะสถานการณ์โรคระบาด ห้องพักหลายห้องที่เตรียมไว้ก็เปิดได้บางห้อง แต่ถึงอย่างนั้นอินทิราก็ยังนำพาความคึกคักมาสู่บ้านหลังนี้จนได้ ด้วยการใช้ Space ที่ยังไม่ได้กั้นเป็นห้องชัดเจนมาจัดนิทรรศการศิลปะ

ปี 2021 เราได้มาร่วมงานนิทรรศการ ‘วันศิลป์ พีระศรี’ อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอินทิราชวนเพื่อน ๆ ในแวดวงเดียวกันให้นำงานศิลปะเกี่ยวกับอาจารย์ศิลป์มาแสดง ทั้งภาพวาดและประติมากรรม เมื่อวางอยู่ใน Space ที่มีลวดลายฝีมือศิษย์สำนักอาจารย์ฝรั่งแล้วก็ได้บรรยากาศไม่น้อย

“ช่วงที่จัดงานอาจารย์ศิลป์ก็รื้อเมนูที่อาจารย์ชอบขึ้นมาทำ” เจ้าของร้านชาวศิลปากรกล่าว 

“เคยมีเพื่อนของเพื่อนเป็นศิลปินจากนิวยอร์ก มาเช่าพื้นที่เป็นสตูดิโออยู่เป็นเดือน ๆ ด้วยนะ” พื้นที่ที่ว่าคือห้องลายไทย แต่เธอบอกว่า จริง ๆ แล้วทุกชั้นที่มีพื้นที่เปล่า ๆ ใช้เป็นสตูดิโอได้ทั้งหมด “ตอนนี้ก็มีศิลปินจากเยอรมนีกำลังจะมาเหมือนกัน เขาเห็นตึกแล้วมันดึงดูด พอขึ้นไปดูแล้วก็บอกว่าเจ๋งมาก”

“Living in an art space.” อินทิราว่า

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

จากที่คุยกันกว่า 2 ชั่วโมง สำหรับเรา The Kheha คือความไม่คาดฝัน ตั้งแต่แนวคิดของเพนติ้งที่มาจากมุมมองของอินทิราว่า ประเทศไทยสนุกสนาน คาดการณ์ไม่ได้ มาจนถึงการทำงานที่ต้องแก้ปัญหาระหว่างทางกันไม่ได้พัก และเมื่อเปิดใช้งานก็มีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ท้ายที่สุด เราจบลงด้วยการช่วยกันระดมสมองว่า ต่อไปที่นี่จะแปลงร่างเป็นอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งก็ได้ข้อสรุปหลวม ๆ ว่า The Kheha ต้อนรับทุกคนที่ชอบศิลปะ เห็นคุณค่าของงานที่ทีมงานช่วยกันลงไม้ลงมือและลงใจเต็มร้อย โดยสามารถติดต่อเข้ามาใช้พื้นที่ในตึกที่ยังว่างได้แบบไม่จำกัดว่าจะใช้ทำอะไร อาจจะทำสตูดิโอ จัดสัมมนา จัดเวิร์กชอป หรือหากอยากเช่าดาดฟ้าไปจัดกิจกรรม รับลมชมดาวก็ได้เช่นกัน

ดูเหมือนว่าตึกลายแผนที่โบราณ อดีตตึกธนาคารนี้จะเล่นสนุกได้อีกเยอะ

เบื้องหลังโปรเจกต์ The Kheha กับการรีโนเวต-เพนต์ผนัง ปรับตึกธนาคารให้กลายเป็นที่พักนักท่องเที่ยวของเหล่าศิษย์เก่ามณฑนศิลป์ ศิลปากร

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load