“เราเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันเราก็รู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเหมือนกัน”

คุณต่อ-สุทธา เรืองชัยไพบูลย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พ่วงตำแหน่งประธานผู้อำนวยการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเสริมว่า “อาชีพของเราเป็นการย้ายภูเขาเข้ามาอยู่ในเมือง หิน ไม้ ทราย ปูน ล้วนมาจากธรรมชาติทั้งหมด เรารู้ตัวว่าจะต้องลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”

101 The Third Place 101 The Third Place

ดูเหมือนว่า ‘101 The Third Place @True Digital Park’ ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์แห่งใหม่ย่านปุณณวิถี โดย MQDC จะเป็นผลลัพธ์ของการลดการย้ายภูเขาเข้ามาในเมือง แต่เป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแทน ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาด 5,000 ตารางเมตร ติดรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพฯ แวะสูดอากาศบริสุทธิ์ และนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจับคู่กับความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นผลให้ 101 The Third Place ลดการใช้พลังงานของโครงการได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 15,000 ตันต่อปี หรือเท่ากับการขับรถบนถนนจำนวน 3,000 คัน (อ้างอิงจาก The US Environmental Protection Agency (Greenhouse Gas Emissions)

จากการออกแบบโครงการด้วยแนวคิด Sustainnovation ทำให้ 101 The Third Place ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะของกระทรวงพลังงาน ปี 2017 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติจนคว้ารางวัลโครงการมิกซ์ยูสยอดเยี่ยมจาก Asia Pacific Property Awards 2016-2017 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด้านความยั่งยืนจาก AEC Excellence Awards 2017 นับว่าเป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รางวัลมาครอง

ถ้าอยากรู้ว่า 101 The Third Place ทำได้อย่างไร ไปอ่านพร้อมกัน!

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Good Place

101 The Third Place มีความหมายตามตัวเลข 101 (วัน-โอ-วัน) ของประเทศแถบตะวันตก หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ส่วนคำว่า Third Place มาจาก เรย์ โอลเดนบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยาเจ้าของหนังสือ The Great Good Place เขาเขียนในหนังสือว่า “ถ้าต้องการทำสถานที่ให้เป็น The Great Good Place จะต้องมี 3 สิ่งประกอบกันอย่างสมดุลและลงตัว คือ บ้าน (First Place) สถานที่ทำงาน (Second Place) และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (Third Place)”

คุณต่อบอกกับเราว่า ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ของเขามีครบ!

“First Place ของเราเป็นคอนโดมิเนียม Second Place ของเราเป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง ให้คนพบปะกันโดยบังเอิญ เพราะหลายนวัตกรรมมักเกิดจากความบังเอิญ บางทีเจอกันในร้านกาแฟ พูดคุยกัน 2 – 3 ประโยคก็ได้ไอเดียใหม่ๆ กลับมาด้วย และ Third Place ของเราคือ 101 The Third Place สำหรับผมอาจจะเป็นสวนสาธารณะ สำหรับน้องอาจจะเป็นห้องสมุด แต่สิ่งที่ MQDC กำลังทำคือการรวมทั้งสามพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น The Great Good Place”

101 The Third Place 101 The Third Place

ถ้าทำความเข้าใจกันอย่างง่าย Third Place เปรียบเสมือนการรวมไลฟ์สไตล์ไว้ครบในจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สวนสาธารณะ ห้องสมุด คาเฟ่ ฯลฯ คล้ายกับสารพัดย่านฮิตในประเทศญี่ปุ่น

ด้วย 101 The Third Place เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์และมีจุดประสงค์พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในโครงการและชุมชนใกล้เคียงให้ดีกว่าเดิม ด้านบนอาคารจึงออกแบบเป็นเลนสำหรับปั่นจักรยานและลู่วิ่งออกกำลังกาย ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร (แล้วเสร็จปี 2563) และพิเศษสำหรับคนรักน้องหมา นอกจากจะพาสุนัขไปโซน Outdoor ได้ ยังมีห้องน้ำส่วนตัวเฉพาะน้องหมาตัวผู้อีกด้วย

101 The Third Place

The Green Good Place

หลังจากเดินบนสกายวอล์กที่เชื่อมกับบีทีเอสสถานีปุณณวิถีมาถึงตัวโครงการ เราเชื่อแล้วว่า 101 The Third Place ตั้งใจปลูกต้นไม้สีเขียวให้เป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจริงๆ คุณต่อบอกกับเราว่าการเลือกทำสวนสาธารณะขนาดย่อมไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเขาเพียงคนเดียว เสียงข้างมากมาจากกลุ่มตัวอย่างของการรีเสิร์ชก่อนจะทำโครงการ

จากคำถาม ควรทำอะไรดีบนพื้นที่ 43 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท? กลุ่มตัวอย่างบอกคำตอบกับพวกเขาว่า

“ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำ Luxury Mall เพราะริมถนนสุขุมวิทมีเต็มไปหมด เขาอยากได้พื้นที่ที่ใช้ชีวิต อยากมีสถานที่ที่เขาทำกิจกรรมทางสังคมได้ พาลูกมาเล่นได้ หรือจะมานั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราเลยมีแนวคิดว่าอยากทำ Third Place หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับคนเมืองและชุมชนใกล้เคียง”

จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง คงไม่มีสถานที่ไหนเหมาะกับการทำกิจกรรม เดินเล่น ปิกนิก หรือหย่อนใจ ได้ดีเท่าสวนอีกแล้ว ปัญหาต่อไปไม่ใช่การสร้าง แต่เป็นการปลูก! คุณต่อบอกกับเราว่าต้นไม้ทั้งหมดไม่ได้ปลูกตามใจผู้อยู่ แต่ปลูกตามใจผู้อยู่…มาก่อน หมายถึงสัตว์ท้องถิ่นอย่างนก แมลง และกระรอก

101 The Third Place 101 The Third Place

“เมื่อก่อนพื้นที่ 40 กว่าไร่ตรงนี้มีต้นไม้เยอะแยะเลย เราทำรีเสิร์ชมาว่าแถวนี้มีนกจำนวนมาก เป็นนกตัวเล็กๆ ในกรุงเทพฯ แล้วก็มีกระรอก มันจะกินลูกหว้า ลูกชมพู่ และลูกส้ม เป็นอาหาร เราก็ปลูกต้นไม้เหล่านั้นให้พวกเขา และมีนกอีกประเภทชอบกินต้นแคนาดอกสีขาว เราก็ปลูกต้นแคนา

“เรารู้อยู่แล้วว่าต้นไม้ให้ออกซิเจนและร่มเงา แทนที่เราจะปลูกต้นไม้เฉพาะคนกลุ่มเดียว ทำไมเราไม่เลือกต้นไม้ที่สิ่งมีชีวิตอื่นใช้ได้ด้วยหละ เราเลยพยายามหาต้นไม้ที่เหมาะกับพวกเขา เราพยายามสร้างระบบนิเวศที่ดีเพื่อดึงเขากลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเราเหมือนเดิม”

ประโยชน์ของสีเขียวแน่นอนว่าช่วยให้เราเจริญหูเจริญตา มองแล้วสบายใจ ยังช่วยลดความร้อนให้กับพื้นที่และชุมชนบริเวณใกล้เคียง รวมถึงเพิ่มพื้นที่ฟอกอากาศให้กับกรุงเทพฯ ให้กับประเทศไทย และให้กับโลกด้วย

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Sustainnovation Place

กว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ภายใต้แนวคิด Sustainnovation บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ทางโครงการเลือกใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modeling) เป็นโปรแกรมสามมิติมาช่วยในการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนคำนวณเวลาการทำงานเพื่อลดระยะเวลาการก่อสร้างและลดพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการประหยัดพลังงาน ยังช่วยประหยัดงบประมาณและทรัพยากรในการก่อสร้างโครงการอีกด้วย

แม้ว่าการออกแบบจะคำนวณด้วยโปรแกรมอย่างละเอียด เมื่อเจอหน้างานจริงย่อมคลาดเคลื่อน เป็นผลให้มีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเหลือจากการสร้างอาคาร แต่จุดหมายปลายทางของวัสดุส่วนเกินไม่ได้อยู่ในถังขยะ เพราะเขานำเหล็ก ข้อพีวีซี และเศษไม้ มา Upcycling เป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้ภายในโครงการ สีสันและรูปทรงป๊อปมากจนเรานึกว่าของใหม่! ไหนจะผนังจากลูกปูนที่แบ่งเฉดสีวางเรียงกันจนเป็นภาพ อีกไม่นานจะมีโครงการ Bag Sharing กระเป๋าจากเศษผ้าบังฝุ่นในไซต์ก่อสร้าง นำมาล้างสะอาดเย็บเป็นกระเป๋าใบสวยให้ผู้มาเยือนหยิบยืมไปใช้

101 The Third Place

101 The Third Place 101 The Third Place 101 The Third Place

การส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงานรวมทั้งสิ่งแวดล้อมของโครงการยังไม่หมด! บริเวณหลังคาอาคารด้านในออกแบบด้วยการใช้ วัสดุ ETFE น้ำหนักเบา โครงสร้างเล็ก เมื่อโครงสร้างเล็กก็ประหยัดพลังงาน ช่วยลดความร้อนมากกว่าการติดตั้งกระจกซ้อนกัน 2 – 3 ชั้น หลักการทำงานของหลังคาทรงแปลกตาคือการเป่าลมเข้าไปตรงกลางระหว่างวัตถุสองชิ้น ทำให้อุณหภูมิด้านล่างลดต่ำลง เหมือนใช้การอัดอากาศเป็นฉนวน แถมแสงแดดยังทะลุผ่านและส่องถึงกองทัพสีเขียวได้ด้วย ถ้าติดกระจกได้แสงก็จริงแต่จะร้อนเป็นเตาอบเลย

101 The Third Place

101 The Third Place

ส่วนด้านบนหลังคาอาคารมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 3,000 ตารางเมตร เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และจัดเก็บพลังงานรูปแบบ Li-ion Battery ซึ่งจ่ายพลังงานได้มากถึง 245,000 กิโลวัตต์ / ปี รวมถึงบริเวณทางเดินเชื่อมต่อจากสกายวอล์กมายังโครงการมีพื้น Pavegen เป็นทางเดินอัจฉริยะ ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ขอเดินผ่าน กระโดดผ่าน และวิ่งผ่าน สักหลายๆ รอบ เพราะเวลาเท้าเราเหยียบลงบนแผ่น Pavegen จะเกิดการสั่นสะเทือนและแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า

ทุกการเดิน 1 ก้าวเท่ากับพลังงาน 5 วัตต์ และพลังงานนั้นจะต้องใช้ทันที ไม่เช่นนั้นจะสูญหาย ทางโครงการจึงจัดเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ของ Toyota ที่ผ่านการใช้งานแล้วจากรถยนต์ไฮบริด โดยจะนำพลังงานไปใช้เป็นไฟส่องสว่างบริเวณทางเดินและใช้สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์ ยิ่งเดินมาก พลังงานยิ่งเพิ่มมาก!

101 The Third Place 101 The Third Place

นอกจากนวัตกรรมล้ำสมัยจะประยุกต์กับความยั่งยืนได้แล้ว ของดีและฟรีจากธรรมชาติเขาก็นำมาประยุกต์กับความยั่งยืนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลม น้ำ หรือแสงแดด เช่น การหันมุมของอาคารไปในมุมที่ไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อช่วยลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศและกระจกราคาแพงๆ ที่ทนความร้อนได้ แม้ด้านนอกอาคารจะอุณหภูมิพุ่งสูง แต่บริเวณอาคารกลับลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ส่วนภายในอาคารที่ต้องใช้ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ คุณต่อนำข้อดีของการเป็นมิกซ์ยูสที่เป็นทั้งออฟฟิศ และไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์มาใช้ในระบบปรับอากาศทั้งหมดของโครงการ

คุณต่อเลือกใช้เครื่องปรับอากาศแบบ District Cooling แทนการใช้เครื่องปรับอากาศประจำตามจุดต่างๆ ที่สุดแสนจะสิ้นเปลืองวัสดุอุปการณ์และพลังงานโลก ยกตัวอย่างวันเสาร์-อาทิตย์ออฟฟิศไม่ทำงาน แต่คนมาเดินในโครงการเยอะ ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำ เขาก็เอาแอร์ที่เคยเติมในออฟฟิศมาใช้ในโครงการแทน หรือตอนเช้าวันจันทร์-ศุกร์โครงการยังไม่เปิด เขาก็เปิดแอร์ให้ออฟฟิศก่อน พอออฟฟิศเริ่มเย็นก็ค่อยมาเปิดแอร์ในโครงการ จะเห็นว่าระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ประหยัดพลังงานกว่ามาก

ส่วนบริเวณโดยรอบของโครงการยังติดตั้งเครื่อง RVM (Reverse Vending Machines) ฝีมือคนไทยจำนวน 4 เครื่อง สำหรับกำจัดและแยกขยะพลาสติก โดยใช้เทคโนโลยีบีบ-อัดขวดให้มีขนาดเล็กลงเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บ และผู้มาเยือนสามารถสะสมแต้มจากการแยกขยะพลาสติกเพื่อแลกซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการได้อีกด้วย

นอกจากขวดพลาสติก เศษอาหารก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ยากจะกำจัด ยิ่งร้านอาหารมาก เศษอาหารก็ยิ่งมาก การจะส่งต่อเศษอาหารที่มีไม้จิ้มฟันและกระดาษทิชชูไปให้น้องหมูดูจะไม่ใช่ทางออกที่น่าสนใจเท่าการติดตั้งเครื่อง OKLIN สำหรับกำจัดเศษอาหารและกลายเป็นปุ๋ยในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

เจ้าเครื่องยักษ์ขนาดเท่ารถบรรจุเศษอาหารได้มากสุด 300 กิโลกกรัม เมื่อทิ้งให้เครื่องทำงานครบ 24 ชั่วโมงจะได้ปุ๋ยออกมาประมาณ 60 กิโลกรัมสำหรับบำรุงดินให้ต้นไม้รอบโครงการ หากเหลือจากการใช้งานในโครงการก็จะแจกจ่ายให้กับชุมชนใกล้เคียงด้วย โดยเศษอาหารทั้งหมดมาจากการร่วมมือร่วมใจในทุกวันของร้านอาหารภายในโครงการ จากตอนแรกคุณต่อคิดว่าเขาจะไปเพิ่มขั้นตอนยุ่งยากในการคัดแยกเศษอาหารให้กับน้องพนักงาน เพราะเครื่องไม่ย่อยพวกตะเกียบ กระดูก เปลือกหอย พลาสติก ฯลฯ  แต่เปล่าเลย! ทุกคนร่วมด้วยอย่างสุดใจ

101 The Third Place

101 The Third Place

“เราว่าทุกคนบนโลกมีจิตสำนึกที่จะเป็นคนดีและช่วยโลกอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้จะเริ่มตรงไหน การคัดแยกเศษอาหารก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถ้ามีคนตั้งหลักให้ก่อน เขาก็พร้อมจะเอาด้วย

“หรือสมมติว่าเด็กมัธยมสักกลุ่มมาวิ่งเล่นบนพื้น Pavegen แล้วสักคนเขาคิดได้ว่าเขามีส่วนในการผลิตพลังงานทางเลือกนะ แล้วเขากลับไปบ้าน เวลาออกจากห้องนอนเขาปิดไฟ เขาไม่เปิดน้ำทิ้งเอาไว้ เขาบอกเพื่อนว่าพวกเราก็ช่วยทำให้โลกใช้พลังงานน้อยลงได้ เราว่ามันเป็นสิ่งที่มากกว่าการเหยียบบนพื้น Pavegen แล้วทำให้ไฟดวงหนึ่งมันติดได้”

คุณต่อเล่าถึงการทำประโยชน์ให้คนและชุมชนรอบข้าง ที่ไม่ใช่การทำประโยชน์ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา เป็นแรงกระตุ้นให้คนกลับบ้านไปแล้วอยากช่วยโลกประหยัดพลังงาน

101 The Third Place

The Great Place for All Well-being

ก่อนจะขอตัวไปกระโดดโลดเต้นบนพื้น Pavegen เราถามเขาว่า

คุณอัดสุดยอดนวัตกรรมและการประหยัดพลังงานเข้าไปมากมาย คาดหวังว่าคนมาเดินจะได้รับอะไรกลับไป

“การทำสิ่งที่ประหยัดพลังงาน แน่นอนว่ามันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น พวกเราเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ เรารู้ว่าเราทำลายโลก แต่สิ่งที่พยายามทำเราไม่อยากแค่ประหยัดพลังงานแล้วเอาไปเก็บในห้องที่ไม่มีใครรู้ว่าเราใส่อุปกรณ์ไฮเทคเข้าไปมากขนาดไหน เราอยากให้เขาช่วยประหยัดพลังงานเหมือนเรา

“อยากให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง เขาได้ช่วย เขาได้รับรู้ ให้เขามาจับสัมผัสและคิดเอง เราหวังว่าสิ่งที่เราพยายามสร้างขึ้นมาคงจะไปสะดุดใจเขาบ้าง เราว่าทุกคนอยากทำเพื่อโลกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่เป็นไร เราเริ่มให้ก่อน แล้วมาทำด้วยกัน สุดท้ายเขาเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน นั่นน่าจะเป็นผลดีกับเขาและโลกมากที่สุด” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

101 The Third Place 101 The Third Place

101 The Third Place

ที่อยู่ 101 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260

เว็บไซต์ : www.101thethirdplace.com

Facebook : 101 The Third Place

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load