เป็นเวลา 10 ปีแล้วที่ผู้ชมชาวไทยได้รู้จักกับ คุ้ง, เป็ด และเอ็กซ์ สามเด็กหนุ่มจากเชียงใหม่ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ อยากพาวงดนตรีเล็กๆ ของตัวเองไปขึ้นเวที Hotwave Music Awards ที่กรุงเทพมหานคร และพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่า พวกเขาไม่ใช่แค่ตัวห่วยอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

แม้สุดท้ายความตั้งใจของพวกเขาจะล่มสลายไปกลางคัน หากแต่มิตรภาพ เสียงดนตรี และความบ้าบิ่นที่เหนือคำบรรยาย ได้กลายเป็นพลังส่งต่อไปยังวัยรุ่นไทยอีกไม่น้อยให้กล้าฝัน กล้าทำอะไรที่ฉีกแนวออกไป จนเกิดวงดนตรีมัธยมตามมาอีกเพียบ และนำมาสู่ปรากฏการณ์ความห่วยที่ดังไกลไปถึงเมืองนอก 

ในวาระครบรอบทศวรรษของภาพยนตร์ร็อกวัยรุ่น SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนห้าหนุ่มผู้เปรียบเสมือนสารตั้งต้นของหนัง หมู-ชยนพ บุญประกอบ, เป็ด-ทศพล ทิพย์ทินกร, ไก่-ณฐพล บุญประกอบ, เยเมนส์-ศิววุฒิ เสวตานนท์ และ ใหม่-ปนายุ คุณวัลลี มาร่วมทบทวนความทรงจำ ถึงเรื่องราวที่ทำให้ผลงานเล็กๆ เรื่องนี้ยังคงทุ้มอยู่ในใจของใครหลายคนมาจนถึงวันนี้

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
01

SuckSeed ไตรภาค

ก่อนจะเป็นหนังใหญ่ที่ทุกคนคุ้นเคย ครั้งหนึ่ง SuckSeed เคยเป็นชื่อของวงดนตรีสุดห่วยในหนังสั้นที่หมูสร้างขึ้น เพื่อฉายในเทศกาลหนังกางจอ เมื่อ พ.ศ. 2550

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

เทศกาลหนังกลางจอ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมากว่า 10 รุ่นของนักเรียนหนังจากนิเทศ จุฬาฯ โดยแต่ละคนจะทำหนังสั้นของตัวเองก่อนเรียนจบ จากนั้นก็นำมาฉายให้บรรดานักวิจารณ์ อาจารย์ เพื่อนฝูง รวมถึงผู้สนใจ เข้าชม

ด้วยความหลงใหลเสียงเพลงมาตลอด เพราะสมัยเด็กๆ เคยมีวัยรุ่นแถวบ้านมาชวนไปห้องซ้อม พอเข้าโรงเรียนก็มีวงของตัวเอง แถมตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังเป็นแกนหลักทำเพลงละครเวทีของคณะ หมูจึงรู้สึกอินและอยากทำหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้มากเป็นพิเศษ

ครั้งนั้นเขาวางพล็อตหนังให้เป็นเหมือนเป็นสารคดีตามติดชีวิตของ ซ้ง, ชัย, ขวด และอุ๋ย สี่นักดนตรีร็อกสุดห่วยจากวง The SuckSeed ที่โด่งดังขึ้นมาจากกระแสในโลกออนไลน์

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“ค.ศ. 2007 YouTube เป็นของใหม่มาก เลยเขียนบทให้วงนี้ทำคลิปโปรโมตตัวเองลง YouTube แล้วไปเข้าตาค่ายอินดี้ จนได้ไปแสดงคอนเสิร์ตชื่อโคตรอีดิ้น แต่พอไปเล่นจริงแล้วแป้ก คือไม่ได้เก่งเหมือนคลิปที่ตัดต่อ แต่ถึงอย่างนั้นคลิปนี้ดันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่ง แล้วต่อมาเด็กคนนี้ก็กลับมาเป็นแรงผลักดันให้วงอยากเก่งจริงๆ ขึ้นมา”

ด้วยความแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร The SuckSeed ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมอย่างล้นหลาม ทว่าหลังเรียนจบ หมูกลับหันเหไปเลือกทำงานเป็นสจ๊วต พร้อมปล่อยให้การทำหนังเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น

“เราไม่มั่นใจในการเป็นคนทำหนังขณะนั้น เราอยากหาอะไรที่มั่นคงทำหน่อย แล้วมีเวลาว่างพอที่จะทำสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย คืออย่างน้อยก็สบายใจว่า เรามีงานมีการในระดับที่เลี้ยงตัวเองได้ในช่วงแรก” หมูเล่าเหตุผลที่ไปเป็นสจ๊วต

แต่สิ่งที่หมูไม่เคยคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น เมื่อหนังสั้นความยาว 31 นาทีของเขา ได้กลายเป็นหัวเชื้อสำคัญให้รุ่นน้องปีติดกันอย่าง ใหม่ นำมาต่อยอด สร้างเป็นหนังของตัวเองเพื่อฉายในเทศกาลหนังกางจอปีถัดมา

“ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะทำ อยากตัดหนังให้คนอื่นอย่างเดียว แต่ทุกคนก็บิลด์ว่าต้องทำ ก่อนหน้านั้นก็ดูหนังพี่หมูแล้วชอบมาก แล้วคาแรกเตอร์ของวง SuckSeed มันจัดมาก บวกกับเราเองก็ชอบแต่เรื่องดนตรี อยากทำเพลงมากกว่าทำหนังอีก เลยคิดว่าถ้าเอาตัวละครจากหนังพี่หมูมาใส่ในหนังเราก็น่าจะสนุกดี”

‘ฝันบ้า กีตาร์อากาศ Suck in the Air’ เล่าเหตุการณ์หลังจากวง The SuckSeed โด่งดังแล้ว แต่วันหนึ่ง ชัย มือกีตาร์เกิดเสียชีวิตกะทันหัน ทางวงจึงจัดแข่งขันแอร์กีตาร์เพื่อรำลึกถึงพร้อมกับมอบกีตาร์ของชัยแก่ผู้ชนะ ซึ่งมีมือดีหลายคนเข้ามาประกวด หนึ่งในนั้นมี สิทธิ์ เด็กห่วยขี้อายที่มีชัยและวง The SuckSeed เป็นแรงบันดาลใจด้วย 

พอปีต่อมา เยเมนส์ ผู้รับบท ขวด มือเบสของ The SuckSeed ก็เดินตามรอยรุ่นพี่ ด้วยการทำหนังภาคต่อ อย่าง Suck3/2Seed โดยหยิบเลือกเอาช่วงเวลาระหว่าง 2 ภาคแรกมาขยาย

“ความจริงคิดหนังไว้หลายเรื่อง แต่เพื่อนๆ คอมเมนต์ว่าไม่น่ารอด พอดีช่วงนั้นวงบอยแบนด์เกาหลีกำลังมา เลยคิดว่าหากทำให้ SuckSeed เป็นวงบอยแบนด์ก็น่าจะสนุกดี บวกกับตอนนั้นเพิ่งดูหนังเรื่อง Tenacious D ที่ซาตานกับวงร็อกทำสัญญากัน เลยคิดกลับด้านว่า หากเอาวงร็อกมาทำสัญญากับซาตานที่เป็นบอยแบนด์จะเป็นยังไง เหมือนกับช่วงนั้นร็อกกำลังจะดับสูญลงไป แล้วบอยแบนด์กำลังจะมา ภาคนี้จึงค่อนข้างดูเซอร์เรียลกว่าสองภาคแรก”

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

เก้ง-จิระ มะลิกุล โปรดิวเซอร์ใหญ่จาก GTH ซึ่งเป็นขาประจำของเทศกาลหนังกางจอ และได้เห็นหนังตระกูล SuckSeed ต่อเนื่องกัน 3 ปีซ้อน จึงเกิดความสนใจ อยากนำทุกเรื่องมาจับมัดรวมกันทำเป็นหนังใหญ่สักที ดังเช่นที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

“ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นแรงบันดาลใจของน้องให้ทำเรื่องต่อๆ มา มันต้องมีดีแน่ๆ เลย สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ในหนังคือ ถ้าเราตั้งใจเล่นดนตรีให้ดี มันก็เหมือนกับการตั้งใจที่จะบรรลุสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตให้ดีเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นกับทั้งภาคสองและภาคสามด้วย แสดงว่าตัวแรงบันดาลใจตัวหนึ่งที่หมูสร้างขึ้นมันมีจริง และมันได้ถูกส่งต่อ ถ้าเราทำตัวนี้ขึ้นมาเป็นหนังที่คนหมู่มากดูได้ ผมก็เชื่อว่าแรงบันดาลใจนี้ที่เราเชื่อว่ามันมีจริง จะถูกส่งต่อไปเช่นกัน”

ไอเดียที่เก้งวางไว้ในเวลานั้นคือ การนำหนังสั้นทั้ง 3 เรื่องมาร้อยต่อกัน โดยมีวง The SuckSeed เป็นตัวเชื่อมโยง อารมณ์เหมือนกับหนังเรื่อง สี่แพร่ง โดยเขาได้มอบหมายให้ใหม่ ซึ่งเพิ่งเข้ามาทำงานเป็นมือตัดต่ออยู่ที่ GTH ได้ราวๆ ปีเศษ เป็นตัวกลางนัดหมายหมูกับเยเมนส์มาคุยกัน รวมทั้งยังให้ชวนไก่กับเป็ด เพื่อนสนิทของเยเมนส์ ซึ่งเก้งประทับใจผลงานตั้งแต่เทศกาลหนังกางจอมาร่วมโครงการด้วย

“ตอนนั้นเป็ดทำแอนิเมชันที่ดีมาก เป็นเรื่องตัวห่วยเหมือนกันอีกมุมหนึ่ง คือมีจุดร่วมของมันอยู่ เพียงแต่อยู่อีกธีมหนึ่ง ส่วนไก่ก็ฉีกไปเลย เป็นหนังจริงจังเลย ครบเครื่องมาก ได้ไปประกวดเมืองนอก ได้ฉายทั่วโลก” พี่ใหญ่ของกลุ่มเล่า

“พูดง่ายๆ ไก่เป็น Film Maker จริงๆ คนเดียวในหมู่พวกเรา” ใหม่ต่อประเด็น

“จำได้ว่าวันนั้น เขาชวนให้ไปนั่งกินที่ร้าน Tony Roma’s ที่นานา แล้วพี่เก้งก็บอกว่าอยากชวนทั้งห้าคนมาทำหนัง พอเขาพูดขึ้นมา เราก็ตอบรับทันทีเลย” หมูสรุปเรื่องราว

และนั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ SuckSeed อย่างเป็นทางการ

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
02

ส่วนผสมของความ Seed

แม้จะมีสารตั้งต้นเป็นหนังสั้น 3 เรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่เก้งทักท้วงมา คือ Suck3/2Seed ค่อนข้างหลุดจากสองภาค จึงต้องเขียนตอนสุดท้ายใหม่ ทั้ง 5 คนใช้เวลาทำบทอยู่ร่วมครึ่งปี แต่เขียนออกมาเท่าไหร่ก็ยังไม่พอใจสักที กระทั่งโปรเจกต์เกือบล่ม

“เราเขียนเรื่องนักดนตรีที่เคยยิ่งใหญ่มาก ชื่อพี่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ตอนหลังตกอับ หันไปเล่นดนตรีอยู่ใน Food Court แล้วพวก SuckSeed มาเจอก็เลยเกิดแรงบันดาลใจ” หมูย้อนความทรงจำ

“พี่ๆ เขาบอกว่า มันเหมือนเป็นเรื่องแต่งเกินไป พออ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนตอนที่ดู SuckSeed ทั้งสามตอน ซึ่งอันนั้นมีพลัง มีความสนุก มีความจริงอยู่ในนั้น เขาก็เลยบอกว่าไม่น่ารอด” เป็ดขยายความต่อ

“ตอนนั้นก็ระเบิดทิ้งหมดเลย หายไปนานหลายเดือน จนสุดท้ายพี่เขาก็บอกว่าเอาใหม่แล้วกัน แล้วเขาก็ให้การบ้านเรามา คือให้เขียนประสบการณ์การเล่นดนตรีของตัวเองมาเรื่องหนึ่ง กับเรื่องความรักอีกเรื่องหนึ่ง รวมเป็นสิบเรื่อง แล้วพี่เก้งกับ พี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) ก็จะมานั่งอ่านนั่งคัดกรองออกมาว่า อันไหนดีต่อยอดได้ แล้วก็มาเรียงเรื่องต่อๆ กันเป็นโครงเรื่อง เพื่อให้พวกเราไปลงรายละเอียดอีกที” ใหม่ฉายภาพจุดเปลี่ยนของโปรเจกต์

SuckSeed เวอร์ชัน 2 ต่างจากของเก่าอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เน้นเรื่องวงดนตรีอย่างเดียว แต่มุ่งประเด็นไปยังเรื่องมิตรภาพของวัยรุ่นเป็นหลัก นำเสนอผ่านเรื่องราวของนักเรียน ม.6 กลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันตั้งวงดนตรีเพราะอยากเท่ อยากโชว์หญิง แถมยังมีความฝันอยากเข้าประกวด Hotwave Music Awards อีกต่างหาก แต่ระหว่างทางกลับมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเต็มไปหมด โดยเฉพาะความรัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน

ข้อดีที่สุดของโครงใหม่นี้คือ เกือบทุกอย่างล้วนอิงจากประสบการณ์จริงของทั้ง 5 คน ไม่ได้มาจากจินตนาการลอยๆ เหมือนตอนแรก จึงง่ายต่อการสื่อสารไปยังผู้ชมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น

“สิ่งที่หนังพูดถึงเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจ เคยประสบกับมัน ทุกคนมีช่วงเวลาเดียวกับตัวละคร มีสุข มีทุกข์ อย่างเรื่องเพื่อนซึ่งเป็นธีมที่ใหญ่สุดในหนัง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนอิน อย่างบางคนก็เคยทะเลาะกับเพื่อนเรื่องผู้หญิง เคยทำนั่นทำนี่กับเพื่อน ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องสากล เป็นความทรงจำดีๆ ที่พูดได้ไม่รู้จบ” หมูฉายภาพไอเดียของเรื่อง

 แต่แน่นอนสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการปูเรื่องให้ชัดเจนที่สุด ซึ่งตามโครงที่เก้งกับวรรณช่วยกันร่างขึ้น ทั้งคู่ได้เลือกเอางานของเป็ด ซึ่งมีเส้นเรื่องที่แข็งแรงสุดเป็นฐานของบทภาพยนตร์

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“ตอนเด็กผมไม่รู้เรื่องดนตรีเลย จำได้ว่าเขียนไปว่า เพลงก็มีสองแบบคือเพลงช้ากับเพลงเร็ว คือแยกไม่เป็นว่า นี่คือเพลงป๊อป เพลงร็อก หรือเพลงเทคโน หรือตอนมัธยมก็เห็นเพื่อนเห็นรุ่นพี่เขาไปประกวด Hotwave รู้สึกว่ามันดูสนุกดี ก็เลยไปเรียนเบส แต่ไม่ได้เรื่อง เรียนอยู่อาทิตย์หนึ่งแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่เราเลย จังหวะดนตรีมันไม่ได้

“ส่วนอีกเรื่อง เขียนเรื่องความรักในวัยเด็ก เป็นรักครั้งแรก คือไปหลงรักรุ่นน้องที่ชื่อ น้องเอิญ ซื้อกล่องดินสอไปให้ แต่เขาคงตกใจและไม่ได้ชอบ จนจบชั้นประถมก็จากกันไป กระทั่งวันรับปริญญา ผมได้ยินชื่อเขา คือเขาอยู่ในงานด้วยเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ Magic มากๆ เหมือนได้เจอกันอีกที”

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาตัวละคร โดยพระเอกของเรื่องอย่างเป็ด ก็ดึงบุคลิกมาจากเป็ดตัวจริง ส่วนคุ้ง พวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเพื่อนร่วมรุ่นของใหม่ที่คณะ ซึ่งมักเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนเพื่อนฝูงมาทำกิจกรรมใหม่ๆ และยังเป็นเจ้าของวลีเด็ดอีกเพียบ อาทิ “คนที่อยู่ในเกม มันมองเกมไม่ออกหรอก”

ขณะที่เอ็กซ์ มือกลอง ตัวจริงเป็นเพื่อนร่วมวงของใหม่สมัยเรียนอยู่ที่หาดใหญ่ บ้านเอ็กซ์เปิดเป็นร้านเบเกอรี่ และมีห้องซ้อมอยู่บนดาดฟ้า แถมเวลาก่อนแสดงมักมีเรื่องให้เจ็บตัวเสมอเหมือนในหนัง เช่นเดียวกับ ตวง ขาเม้าประจำห้อง ก็ได้คาแรกเตอร์จากเพื่อนมัธยมคนหนึ่งของใหม่ แต่ตัวจริงเป็นผู้หญิง และสุดท้ายคือตัวนางเอกนั้นเป็นการผสมผสานสไตล์ของผู้หญิงที่แต่ละคนชอบเข้าไว้ด้วยกัน โดยชื่อเอิญก็มาจากรักครั้งแรกของเป็ดนั่นเอง

เมื่อเซ็ตตัวละครเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนก็จะนำซีนเด็ดๆ มาขยายรายละเอียด เพื่อเพิ่มมิติให้กับหนัง เช่น วงเก่าสมัยมัธยมของเยเมนส์เคยมีคู่แฝดเป็นสมาชิก พวกเขาก็เลยเขียนบทให้คุ้งมีฝาแฝดอีกคนชื่อ เค หรือฉากแก๊ง SuckSeed นั่งรถไฟจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ ก็ต่อยอดมาจากตอนที่ใหม่นั่งรถไฟเพียงลำพังจากหาดใหญ่ เพื่อมาชมคอนเสิร์ตในเมืองไทยครั้งแรกของ KORN วงเมทัลร็อกชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับฉาก Art Master ที่คุ้งไปกระโดดเหยียบรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ของเด็กๆ จนพินาศ ก็เป็นประสบการณ์ตรงของใหม่ที่เคยแสดงในงานวันเด็กแล้วเผลอกระโดดเยอะเกิน จนผลงานศิลปะที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ ตกแตกเสียหาย

อีกเรื่องที่พวกเขาอินเป็นพิเศษ คือการที่แต่ละโรงเรียนมักมีวงดนตรีที่เก่งขั้นเทพ จนอดรู้สึกเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ ซึ่งพวกเขาก็นำมาขยายจนเกิดเป็น The Arena ศูนย์รวมตัวพีก คู่ปรับหมายเลข 1 ของวงห่วยอย่าง SuckSeed 

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“มันเป็นเหมือนประสบการณ์ร่วม พอมีคนเขียนเรื่องนี้ ทุกคนก็จะบอกว่าเคยเจอเหมือนกัน” เยเมนส์เปิดประเด็น

“อย่างผมอยู่รุ่นเดียวกับ เป้ อารักษ์ ซึ่งอยู่วงเท่ๆ หน่อย แล้วเป็นมือกีตาร์ที่เก่งมากๆ แบบที่กูไม่มีทางเล่นได้แบบมึงแน่นอน” หมูเท้าความถึงชีวิตมัธยมอย่างอารมณ์ดี

“แล้วครูก็จะรักวงโรงเรียนแบบนี้เป็นพิเศษ ส่วนพวกวงแถวสองแค่ขอใช้ห้องซ้อมยังไม่ได้เลย” ใหม่เสริมต่อ

“จำได้เลยว่าตอนส่งเทปเข้าประกวด Hotwave เขามีช่วงให้คนโทรศัพท์เข้าไปโหวต เรากดๆๆ แต่ไม่ติด จนหมดช่วง เลยฟังว่ามีใครโทรติดบ้าง แล้วก็มีคนหนึ่งโทรมาเชียร์วงเพื่อนผมที่ดังๆ ปรากฏว่าเป็นอาจารย์ ตั้งใจกดเพื่อมาโหวตลูกศิษย์ อ้าว! แล้วกูล่ะ รู้สึกเศร้าเลย” ไก่ย้อนความหลังพร้อมเสียงหัวเราะ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ไอเดียของทุกคนนั้นฟุ้งไปหมด พวกเขาเลยมอบหมายให้เป็ดทำหน้าที่คอยเก็บกวาดและนำความคิดทั้งหลายมาร้อยเรียงกันเป็นฉากต่างๆ จากนั้นจึงแบ่งบทไปเขียนคนละ 2 – 3 ฉาก แล้วค่อยมาล้อมวงช่วยกันปรับแก้อีกครั้ง

“เหมือนตอนนั้นประสบการณ์ของทุกคนมันอัดแน่นมาก จนบทที่ออกมามันยาวมาก ถึงขั้นที่พี่เขาเสนอว่า แบ่งภาคไหม รู้สึกภาคแรกจะมาจบตอนที่ SuckSeed เจอ Bodyslam แต่สุดท้ายก็พวกเราก็พยายามตัดกัน บางซีนก็เสียดายสุดๆ เช่น คุ้งต่อยกับเคบนเวที แต่ถึงตัดยังไงก็ยังยาวอยู่ดี” ใหม่เผยเรื่องราวที่น้อยคนจะรู้

พวกเขาใช้เวลาเขียนบทนาน 6 เดือนเต็ม โดยเดือนสุดท้าย หมูตัดสินใจลาออกจากสจ๊วต เพื่อขึ้นไปเก็บตัวที่เชียงใหม่ กระทั่งบทเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553

03

พลังของมือใหม่

หากแต่การทำงานภาพยนตร์ไม่ได้มีเพียงแค่บทเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นด้วย 

อย่างขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมาก คือการคัดเลือกคนที่จะมารับบทบาท พวกเขาอยากได้นักแสดงหน้าใหม่ที่ผู้ชมไม่รู้จักมาก่อน ซึ่งกว่าทุกอย่างลงตัว บอกได้เลยว่าไม่ง่าย

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

อย่างบทเป็ด แม้จะวางตัว เก้า-จิรายุ ละอองมณี ไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกของเขาที่แสดงในหนังวัยรุ่น หลังเคยรับแต่บทดราม่าหนักๆ มาตลอด ซึ่งข้อเด่นของเก้านอกจากฝีมือการแสดงที่ดีเยี่ยม คือเขาเพิ่งเริ่มตั้งวงกับเพื่อนอย่างจริงจัง และหลงใหลการเล่นกีตาร์อย่างมาก แม้ในเรื่องต้องเล่นเบสก็ตาม

ส่วนบทเอ็กซ์ ตกเป็นของ เอิร์ธ-ธวัช พรรัตนประเสริฐ หนุ่มมาดกวนที่เล่นดนตรีเก่งมากทั้งกีตาร์และกลอง

ขณะที่บทคุ้ง คู่หูของเป็ด มีนักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่เข้ามารับการคัดเลือกหลายคน ก่อนจะมาลงตัวที่ พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ผู้ที่ทีมเขียนบททุกคนแทบไม่เชื่อว่าจะแสดงได้

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

 “พีชเป็นคนที่ถูกส่งเทปแคสเข้ามาคนแรก แล้วก็ถูกปัดทิ้งเป็นคนแรกเลย คือหน้าตาโอเคนะ แต่แสดงแข็งมาก ตอนนั้นยังนึกไม่ทันว่า ความไม่ได้เรื่องนั้นมันเข้ากันกับบทที่สุดแล้ว แต่ตอนหลังทีมแคสเขาบอกว่าช่วยดูอีกทีเถอะ ส่งเข้ามาอีกรอบ ก็เลยลองดู ซึ่งพอมันอ้าปากพูดเท่านั้นแหละ เสียงเป็ดๆ ของมันใช่เลย นี่แหละคุ้ง” ผู้กำกับหมูเล่า

แต่ที่หินสุดคือบทเอิญ เพราะเมื่อ 10 ปีก่อน เด็กผู้หญิงที่น่ารัก แสดงดี และเล่นดนตรีเป็น มีน้อยมาก

ไก่จำได้ว่า ตอนนั้นมีน้องคนหนึ่งแสดงดีมาก เสียอย่างเดียวคือเล่นดนตรีไม่เป็นเลย และต่อให้ฝึกไปแล้วก็ยังดูไม่สมจริง เลยต้องปรับให้แสดงบทอื่นแทน สุดท้ายหมูเลยตั้งสเตตัสใน Facebook เพื่อตามหาผู้ที่จะมารับบทนี้ กระทั่งมีเพื่อนของเพื่อนแนะนำว่า แหลม มอริสัน มือกีตาร์คนดังมีลูกสาวหน้าตาดี เล่นกีตาร์ได้ พวกเขาจึงยกทีมไปดูตัว แนท-ณัฐชา นวลแจ่ม ถึงพัทยา

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“น้องไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนเลย แต่เคยขึ้นเวทีไปร้องเพลงกับพ่อ จำได้เลยว่าวันแคส น้าแหลมก็อยู่บ้านด้วย เดินหิ้วกีตาร์มาให้ ชอบ!” ไก่เล่าถึงวันแรกที่เจอแนท

“ตอนนั้นแนทยังต่อผมอยู่เลย แต่เราสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ แล้วพออยู่กับกีตาร์มันทำให้เราเชื่อ ถึงจะไม่ได้เล่นเก่ง ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติของนางเอกในเรื่องที่เราต้องการ เลยทะลุขึ้นมา จำได้ว่าตอนที่เลือกกัน บอร์ดใน GTH บอกว่า ถ้าเลือกแนทอาจได้แสดงแค่เรื่องนี้นะ เพราะน้องไม่ได้ดูแสดงเก่งอะไร จะลองเสี่ยงไหม แต่เมื่อเรารู้สึกว่าเข้ากับหนัง ถ้าอย่างนั้นเอาเรื่องของเราเป็นหลักดีกว่า” หมูเผยเส้นทางของนางเอกคนแรก

และแล้วก็ถึงเวลาเปิดกล้อง โดยนอกจากหมูซึ่งรับหน้าที่ผู้กำกับ สมาชิกคนอื่นก็ยังได้รับมอบหมายหน้าที่ต่างๆ ในกองด้วย เช่น ไก่เป็นตากล้องถ่ายเบื้องหลัง เยเมนส์รับหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับ และใหม่ก็ได้ทำงานตัดต่อภาพยนตร์เต็มตัวเป็นครั้งแรก

เมื่อนักแสดงหน้าใหม่กว่าครึ่งต้องมาทำงานร่วมกับทีมงานหน้าใหม่ ไม่แปลกเลยที่อะไรหลายอย่าง จะติดๆ ขัดๆ ไม่ลงตัว อย่างช่วงเริ่มเปิดกล้อง หมูจำได้ดีว่า พีชแสดงแข็งมาก จนทุกคนเรียกว่า พีช ไซบอร์ก หรือแนทเองก็พูดประโยค “ซีดีอันนี้ขายไม่ค่อยดีเลย ช่วยซื้อหน่อยสิ” ไม่ได้ ต้องเทคใหม่ 30 กว่ารอบ 

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“คิวที่ยากๆ ก็มีแนท หนังเรื่องแรกยังแสดงไม่ถูก ก็จะบอกแนทว่าให้เล่นเป็นทอมไปเลย เพราะความจริงแนทเป็นผู้หญิงหวานมาก ก็ให้เล่นห้าวๆ แล้วจะดูพอดี แต่กว่าจะเจอวิธีแบบนี้ก็ต้องผ่านไปหลายคิวหน่อย” หมูยกตัวอย่าง 

ขณะที่ทีมงานเองก็เจอเรื่องวุ่นตั้งแต่คิวแรก อย่างในฉากงาน Hotwave Music Awards ซึ่งพวกเขายกกองไปถ่ายทำที่หอประชุม AUA ก็มีปัญหาเรื่องเสียง ถ่ายมาแล้วไม่ติดจนต้องถ่ายซ่อม แต่หมูก็พยายามสร้างบรรยากาศที่ดีในกองถ่าย เพื่อให้งานทุกอย่างออกมาราบรื่น และลดความกดดันของตัวทีมงานด้วย

“มันเป็นการเรียนรู้ไปพร้อมกัน อย่างเรื่องความมั่นใจของนักแสดง ถ้าเราทำให้เขามั่นใจ สบายใจ อะไรๆ ก็ง่ายกว่าที่คิด ต่อให้ฉุกเฉิน ลำบาก วิกฤตยังไง ก็ต้องรักษาบรรยากาศไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นงานก็เดินต่อไม่ได้ ทั้งที่ตัวจริง เวลาหงุดหงิดผมจะเก็บอาการไม่ค่อยอยู่ แต่เราก็ต้องพยายาม เหมือนที่อาจารย์ท่านหนึ่งเคยสอนไว้ว่า หนังคือการแก้ปัญหา

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“อีกเรื่องหนึ่งที่เราเรียนรู้จากตอนถ่ายทำคือ ตัวละครมันอิงมาจากตัวจริง แต่พอทำๆ ไปก็เริ่มรู้ว่า เราไม่สามารถทำให้เขาเป็นอีกคน มันต้องมารวมร่างกัน อย่างบทคุ้งก็คือการเจอกันระหว่างคุ้งตัวจริงกับพีช พชร แล้วก็จะกลายเป็นของใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายก็ต้องอิงกับนักแสดงไว้ก่อน”

การค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ส่งผลให้ทุกคนในกองเริ่มอินเข้าไปในบทบาทมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงดีเกินกว่าที่คาดไว้ อย่างเช่น ฉากวันคืนสู่เหย้า ซึ่งวง SuckSeed กลับมารวมกันอีกหนหลังจากวงแตก ใหม่ มือตัดต่อเล่าถึงเหตุการณ์นี้ราวกับเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน

“ผมคิดว่านี่เป็นซีนที่พีกสุดในหนัง เพราะมันต้องเล่นดนตรีห่วยๆ แต่ขณะเดียวก็ต้องซึ้ง ต้องดราม่าให้ได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แถมซีนนี้ยังเป็นซีนเดียวที่ต้องเล่นกันสดๆ ด้วย คือซีนอื่นจะอัดเสร็จแล้วค่อยเอาเพลงมาซิงก์ทีหลัง เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันเลยสดมากๆ แล้วยิ่งเป็นคิวท้ายๆ ด้วย นักแสดงก็คงอินมาก ร้องห่มร้องไห้ เหมือนทุกคนอยู่ในจุดที่เข้าใจตัวละครจริงๆ เราเห็นฟุตยังรู้สึกพีกมาก ไม่รู้ว่าหน้ากองจะเข้มข้นขนาดไหน 

“สำหรับผม หนังเรื่องนี้มันมี Magic ของความเป็นครั้งแรกเต็มไปหมด นักแสดงก็ใหม่ พวกเราเองก็ใหม่ ซึ่งเวลาที่ทำอะไรเป็นครั้งแรก แพสชันมันมีเต็มไปหมด พอเราย้อนกลับไปดู เราก็ยังรู้สึกว่ามันมีกลิ่นของทุกคนเต็มไปหมด มันมีความเร่าร้อนของพี่หมู มีความเนิร์ดของทุกคน ซึ่งตอนนี้เราอาจจะทำไม่ได้อีกแล้ว”

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความใหม่ที่ดูเหมือนจะไร้ประสบการณ์ จริงๆ เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่างหาก เช่นครั้งหนึ่งหมูเคยถามเก้งว่า ทำไมถึงเลือกพวกเขาที่เพิ่งจบ ไม่เคยทำหนังมากำกับ ทั้งที่ในบริษัทมีผู้กำกับเก่งๆ อยู่เพียบ

“เขาตอบมาว่าเพราะพวกเราเพิ่งผ่านประสบการณ์นี้มาสดๆ ร้อนๆ ทำให้เราอินกับเรื่องพวกนี้มาก แล้วก็รู้ลึก รู้จริงกับสิ่งนี้ ไม่ใช่ใครๆ ก็ทำสิ่งนี้ได้ มันเหมือนกับพอผ่านวัยนี้ไปแล้ว ความอินก็จะลดลง ดีเทลบางอย่างของยุคสมัยมันก็จะไม่เหมือนกัน เหมือนให้พี่ๆ ผู้กำกับแฟนฉันซึ่งโตกว่าเราสิบปีมาทำเรื่องวัยรุ่นแบบนี้ก็คงยากมากๆ” 

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

เมื่อความสดมาผสมผสานกับความเก๋า ทั้งประสบการณ์ ความเชื่อมั่นและแรงสนับสนุนจากสองโปรดิวเซอร์ที่มอบให้เต็มที่ ก็ส่งผลให้แรงและพลังของคนรุ่นใหม่ยิ่งพุ่งไปในทิศทางที่เหมาะสม

ผู้กำกับหมูบอกว่า ข้อได้เปรียบของ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ คือการมีโค้ชที่ดีที่มาช่วยตบประเด็นต่างๆ ให้เข้ารูปเข้ารอย หลายอย่างที่พวกเขารู้สึกไม่แน่ใจ เช่น ประเด็นเรื่องตัวห่วยจะมีพลังเพียงพอที่จะส่งถึงผู้ชมหรือไม่ เก้งก็มักยืนยันกับพวกเขาเสมอว่า “ดีแน่ อันนี้คนชอบแน่” ทำให้พวกเขามั่นใจไปด้วยว่า สิ่งที่นำเสนอนั้นมาถูกทางแล้ว

ขณะเดียวกันก็ยังมีการทุ่มทรัพยากรต่างๆ ลงไปเต็มที่ เพื่อให้หนังที่มีคำว่า ห่วย กลายเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมสัมผัสถึงความตั้งใจของทีมผู้สร้างให้ได้มากที่สุด

“เสียงในหนัง พี่เก้งบอกว่า ถ้าอยากได้หนังดนตรี เสียงมันต้องถึง เขาเลยลงทุนให้ไปอัดเสียงในสถานที่จริง เอาเครื่องไปตั้งในที่กว้างๆ เอาไมค์ เอากลอง เอานักดนตรีจริงๆ ไปอัดเพื่อให้ได้เสียง Ambience จริงๆ มา ซึ่งความจริงมันไม่ต้องทำแบบนั้นเลยก็ได้ หรืออย่างแอนิเมชันที่มาเพียงครึ่งนาทีก็เหมือนกัน เราใช้วิธีวาดทีละเฟรม ซึ่งต้องวาดเยอะมาก แต่ทีมที่ทำให้ชื่อว่า Riff Studio เขาก็พร้อมที่จะทดลองไปกับเรา”

หรืออย่างการที่พวกเขาเชิญศิลปินร็อกระดับตำนาน ทั้ง ป๊อด Modorndog, ปู Blackhead, ต้า Paradox, แด๊ก Big Ass, โจ๊ก So Cool และวง Bodyslam มาร้องเพลงอยู่ข้างๆ เป็ดตามช่วงต่างๆ ของชีวิต ก็ช่วยให้หนังมีจุดขายยิ่งขึ้น โดยศิลปินส่วนใหญ่พวกเขาก็เลือกมาจากวงที่ตัวเองรู้สึกผูกพันและชื่นชอบเป็นพิเศษ

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“เพลงบางเพลงมันเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นเลย อย่าง บุษบา หรือ ฤดูร้อน ถือเป็นเพลงคลาสสิกในห้องซ้อม เพราะว่าเล่นง่าย มีแต่เธอ ก็ง่ายเหมือนกัน หรืออย่าง ยิ่งโตยิ่งสวย ของ Blackhead เราก็ชอบเพลงนี้กันมาก เพียงแต่พอถึงยุคที่เขียน SuckSeed มันอาจถูกลืมไปบ้าง หรือบางเพลงก็เป็นเพลงหน้าบี เช่น น้ำตา ของ Big Ass ซึ่งคนไม่ค่อยรู้จัก แต่ไก่รู้สึกว่าเพราะดี ได้ความหมายก็เลยใส่เข้ามา” หมูเล่าเบื้องหลังการเลือกเพลง

สำหรับฉากการปรากฏตัวของศิลปินนั้น เดิมทีพวกเขาตั้งใจใส่เพื่อดึงความน่าสนใจเท่านั้น แต่ภายหลังก็มีการหยิบเอาลูกเล่นตรงนี้ยังถูกนำขยี้ซ้ำในตอนท้ายๆ จนกลายเป็นซีนเรียกน้ำตาของผู้ชมมากที่สุดฉากหนึ่ง

“เป็ดเป็นคนเพิ่มเข้ามา คือหลังจากวงทะเลาะกัน เป็ดเขียนให้พระเอกนั่งฟังเพลงของตัวเอง แล้วคิดถึงเพื่อน จากนั้นก็เลยมีเพื่อนมาเล่นดนตรีอยู่ข้างๆ ซึ่งซีนนี้ทำให้ฉากที่ศิลปินโผล่ขึ้นมามีน้ำหนักตามไปด้วย” ใหม่เล่าที่มาที่ไป

“จำได้เลยว่าตอนที่ถ่าย เราให้เก้านั่งอยู่ริมน้ำ แล้วกล้องก็จะค่อยๆ ถอยออกมา จากนั้นเอ็กซ์กับคุ้งโผล่มาเล่นดนตรีกันอย่างบ้าคลั่ง ผมก็บรีฟทั้งคู่ว่า มึงแสดงเต็มที่ เอาให้สุดไปเลย แล้วตอนที่มานั่งดูในมอนิเตอร์ ผมร้องไห้ คือเราอินกับความรู้สึกตอนนั้นไปด้วย” หมูยังจำเรื่องราวในวันนั้นได้ดี

ทั้งหมดนี้เองที่ช่วยหลอมรวมให้ภาพยนตร์เล็กๆ ที่เคยอยู่นอกสายตาของใครหลายคน กลายเป็นหนังที่ยิ่งใหญ่และหลุดเข้าไปอยู่ในความทรงจำของผู้คนอีกมากมาย

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย
04

ทุ้มอยู่ในใจ

17 มีนาคม พ.ศ. 2554 เป็นวันแรกที่ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ เข้าฉายทุกโรงภาพยนตร์

แม้สุดท้ายหนังจะทำรายได้อยู่ที่ 78.32 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น แต่ในแง่เสียงตอบรับจากผู้ชมโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นต้องถือว่าดีเยี่ยม

“ช็อตหนึ่งที่จำได้คือไปโชว์ตัวที่ Century อนุสาวรีย์ฯ ไปกับพีช เอิร์ธ และแนท พอขึ้นไปยืนบนเวทีแล้วมีแต่วัยรุ่นกรี๊ด กรี๊ดจนหูดับ อีกที่คือ Center Point ขึ้นไปเล่นดนตรี แล้วคนกรี๊ดดังมาก แบบไม่เคยได้ยินเสียงกรี๊ดที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิตก็อึ้งมาก หรือแม้แต่โซเซียลที่เราสมัครไว้ทุกอย่างมีคนเข้ามาอยากจะคุย อยากจะบอกถึงหนัง ความรู้สึกที่เขามีต่อหนัง มันเยอะมากๆ” หมูย้อนเวลา

“ใน Pantip มีคนมาแชร์กระทู้เกี่ยวกับ SuckSeed เยอะมาก เช่น เคยตั้งวงมาก่อนเหมือนกัน แล้วก็เล่าประสบการณ์ของตัวเอง คือมันเชื่อมโยงกับคนที่เคยผ่านมาอะไรคล้ายๆ แบบนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังนั้นมาจากความจริง” ใหม่ช่วยเสริม

อีกสิ่งที่ช่วยยืนยันความแรงของหนังได้เป็นอย่างดี คือเสื้อ SuckSeed ซึ่งฮอตฮิตถึงขั้นผลิตซ้ำหลายรุ่น ส่วน GTH ก็ต้องเปิดแผนกขายของที่ระลึกขึ้นมาโดยเฉพาะ แถมยังมีเสื้อปลอมระบาดออกมาเพียบ 

นอกจากนี้หนังยังถูกนำไปฉายในต่างประเทศ ทั้งไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีแฟนคลับชาวอินโดนีเซียที่ติดตามนักแสดงอยู่เลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเขาทั้ง 5 คน รวมถึงทีมงานและนักแสดงหลายๆ คน ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นการทำหนังใหญ่ครั้งแรกแล้ว ยังถือเป็นการบันทึกเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของชีวิตวัยรุ่นลงบนแผ่นฟิล์มอีกด้วย

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

“มันเหมือนเป็นสนามที่เราไม่เคยเตะ เราเคยเตะแค่หนังสั้น เอ็มวี แต่หนังใหญ่มันเป็นอีกสเกล ซึ่งสำหรับคนทำหนังแล้ว วัตถุดิบมันก็มีจำกัดเท่าที่เราใช้ชีวิตนั่นแหละ ซึ่งนี่ก็เป็นก้อนที่สำคัญมากในชีวิตของผมที่ครั้งหนึ่งเคยเททั้งชีวิตให้กับเล่นดนตรี ทั้งที่ห่วยๆ แบบนี้ เพราะฉะนั้น อย่างน้อยๆ เราก็ได้ฝากสิ่งสำคัญให้คนดูไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปเรื่องราวก้อนนี้มันจะถูกนำมาใช้อีกหรือเปล่า” ไก่เอ่ยขึ้น

หากแต่นั่นยังไม่เท่ากับการที่ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอีกมากลุกขึ้นมาตามฝันของตัวเอง เหมือนที่เก้งเคยเชื่อมั่น จนชักชวนพวกเขามาทำโปรเจกต์นี้ร่วมกัน

อย่างวัยรุ่นหลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์ก็เริ่มเล่นดนตรี ตั้งวงของตัวเองด้วยกันกับเพื่อน เด็กสาวจำนวนไม่น้อยมีเอิญเป็นแบบอย่าง จนทุกวันนี้ภาพผู้หญิงดีดกีตาร์กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่วัยรุ่นยุค 10 ปีก่อนเท่านั้นที่ได้รับอิทธิพลจากเรื่องนี้ แต่ยังรวมไปถึงเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา และมีโอกาสได้รับชม SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

เหตุการณ์หนึ่งที่ใหม่ประทับใจมาก คือวันหนึ่งเขาขับรถมาทำงาน ได้ยินดีเจวิทยุกำลังพูดถึงวง Methane ที่ชนะเลิศ Hotwave Music Awards ประจำ พ.ศ. 2560 โดยสมาชิกเล่าให้ฟังว่าได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ตอนดูพวกเขาอยู่ ป.6 และอยากเล่นดนตรีเข้าประกวดบ้าง พอขึ้นชั้นมัธยมจึงตัดสินใจเลือกมาเรียนมัธยมที่เดียวกัน ตามกติกาของ Hotwave แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง เพราะทางคลื่นหยุดจัดงานนี้ กระทั่งขึ้น ม.6 Hotwave Music Awards กลับมาจัดอีกครั้ง ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่พวกเขาจะประกวดได้แล้ว จึงรวมวงกันซ้อมและส่งเข้าประกวด ในที่สุดก็คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ 

“มันโคตร Dramatic เลย ฟินมากที่ประสบการณ์ของคนเล่นดนตรีง่อยๆ อย่างผมและพี่น้องที่ร่วมกันเขียนทำให้คนอีกเยอะอยากเล่นดนตรีขึ้นมาได้ แถมเก่งกว่าที่เราจะเป็นได้ไม่รู้กี่เท่า เอาจริงๆ ชีวิตง่อยๆ ของผมอาจจะไม่ได้ถูกจดจำในฐานะอะไรเลย แต่ได้จดจำตัวเองว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ก็เป็นความคิดที่อบอุ่นใจ แม้จะผ่านไปนานหลายปี แต่มันก็ยังทุ้มอยู่เลย”

และนี่คือเรื่องราวตลอด 10 ปีของตำนานภาพยนตร์ร็อกวัยรุ่นที่ยังคงข้ามกาลเวลา และคอยส่งพลังให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง

10 ปี SuckSeed เรื่องเล่าจาก 5 คนเบื้องหลังผู้สร้างปรากฏการณ์ความห่วย

ขอบคุณคุณชยนพ บุญประกอบ สำหรับภาพประกอบภาพยนตร์ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

31 ธันวาคม 2542 เป็นคืนที่ผู้คนทั่วโลกต่างลุ้นระทึกว่า เหตุการณ์ Y2K จะส่งผลกระทบกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างไร แต่กลุ่มคนที่ดูจะลุ้นหนักเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเด็กหนุ่ม 4 คน จากรั้วสวนกุหลาบวิทยาลัย เพราะนั่นคือคืนแรกที่เว็บไซต์ของพวกเขาปรากฏตัวบนโลกอินเทอร์เน็ต

เกือบ 2 ทศวรรษแล้วที่เด็กไทยทั่วประเทศเติบโตมาพร้อมกับเว็บไซต์ Dek-D.com หลายคนใช้ที่นี่ตรวจผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนเริ่มต้นเขียนไดอารี เขียนนิยายของตัวเองที่นี่ และอีกไม่น้อยใช้เด็กดีเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างวัย ต่างโรงเรียน บางคนพบรักถึงขั้นแต่งงานกันก็มี

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้คน เว็บไซต์มากมายที่เริ่มต้นพร้อมกันต่างล้มหายตายจากไปเกือบหมด แต่เด็กดีกลับยังคงเดินหน้าและเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นไทยไม่เปลี่ยนแปลง

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสชักชวน 2 ผู้ก่อตั้ง โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล มาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น พัฒนาการ ตลอดจนก้าวต่อไปของชุมชนออนไลน์แห่งนี้ ในวันที่ Dek-D อายุใกล้ครบรอบ 20 ปี และกำลังเติบโตไปไกลกว่าเพียงเว็บไซต์แห่งหนึ่งเท่านั้น

01

การทดลองของเด็กสวนกุหลาบทั้ง 4

ใครจะเชื่อว่ากระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นเดียวที่เขียนขึ้นด้วยความอยากสนุก จะพลิกชีวิตเด็กนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 119 กลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล ย้อนกลับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 โน้ต ซึ่งเวลานั้นเรียนอยู่ชั้น ม.5 ห้อง 514 สนใจอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพราะตั้งใจจะศึกษาต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เขาเลยทดลองเขียนคอนเซปต์คร่าวๆ บนกระดาษ คิดไปไกลถึงวิธีโปรโมตและกลุ่มเป้าหมาย แต่เนื่องจากแทบไม่มีความรู้เรื่องโปรแกรม จึงตัดสินใจหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพิ่มเติม

“ผมเป็นเด็กใหม่ เพิ่งมาเรียนห้องคิงไม่ถึง 2 เดือนเลย เลยยังไม่ได้สนิทกับใคร แต่ด้วยความอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง พอถึงคาบวิชาฟิสิกส์ ระหว่างที่อาจารย์กำลังเผลอ ผมเลยส่งกระดาษแผ่นนั้นที่เขียนเวียนกันในห้อง บอกว่าช่วยส่งต่อหน่อย ใครสนใจอยากทำให้มาลงชื่อ” 

ปรากฏว่ามีสมาชิกร่วมลงชื่อ 3 คน ประกอบด้วย ปอล และเพื่อนอีก 2 คน คือ เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค เมื่อฟอร์มทีมได้แล้ว ทั้ง 4 คนก็เริ่มพูดคุยถึงความฝันร่วมกัน

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“เราคิดแค่ว่าอยากหาที่ให้วัยรุ่นคุยกัน ตอนนั้นมีเว็บ Pantip เพิ่งเกิดเหมือนกัน แต่ว่าพอเข้าไปแล้วมันเป็นอารมณ์แบบผู้ใหญ่ เช่น เรียนกวดวิชาที่ไหนดี ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ทำไมต้องเรียนกวดวิชาด้วย ทำไมไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน เปลืองเงินพ่อแม่นะ เราก็เลยคิดว่าน่าจะทำเว็บไซต์ให้วัยรุ่นได้เข้ามาคุยกันโดยเฉพาะ” ปอลเท้าความ

สมัยนั้นการทำเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่มาก ห้องสมุดมีหนังสืออยู่เล่มเดียว และทั้งทีมมีเพียงปอลเท่านั้นที่มีประสบการณ์ออกแบบหน้าเว็บมาบ้าง ทำให้ตลอดภาคเรียนที่ 1 พวกเขาต้องขวนขวายหาตำรามาอ่าน ลงเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม พอถึงปิดเทอมก็นัดเจอกันที่บ้านโน้ต เพื่อมาทำเว็บไซต์

ทั้ง 4 แบ่งหน้าที่กัน ปอลดูเรื่องดีไซน์ เต้และแชร์ดูแลการเขียนโปรแกรม ส่วนโน้ตที่ยังเขียนโปรแกรมไม่ได้ ดีไซน์ไม่เป็น จึงอาสารับดูแลเนื้อหาในเว็บทั้งหมด

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

เดิมทีตั้งเป้าอยากให้เว็บเปิดตัววันแรกของภาคเรียนที่ 2 แต่เอาเข้าจริงกว่าเว็บจะเสร็จสมบูรณ์ก็ล่วงเลยถึงสิ้นปีพอดี ซึ่งเป็นวันที่ทั่วโลกหวาดหวั่นกับปัญหา Y2K

“คืนนั้นพวกเราก็นั่งลุ้นกันนะ แต่คิดว่ามันรอมานาน ไม่อยากรออีกแล้ว ก็เลยเปิดเลย สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งโลก” โน้ตเล่าแล้วหัวเราะ 

เว็บไซต์น้องใหม่มีชื่อง่ายๆ ว่า ‘เด็กดี’ มีความหมายตรงตัวถึงเว็บไซต์เพื่อเด็ก ที่นำเสนอเรื่องดีๆ

“สิ่งที่อยากจะทำตั้งแต่แรกไม่ได้เกี่ยวกับเด็กดีหรอก เราอยากทำเว็บเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นมากกว่า แต่ว่าชื่อเด็กดีเพราะมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอขึ้นมา แล้วเรารู้สึกโอ้โห! มันตรงมาก เพื่อนทุกคนตกลง ไม่ต้องโหวตอะไรเลย” โน้ตเล่าถึงชื่อไทยง่ายๆ ที่เอาชนะชื่อเท่ๆ อย่าง Generation X, Millennium, Thaichildren, Thaiteen หรือ Teenager มาได้ ตอนแรกทีมอยากใช้ชื่อโดเมนว่า Dekdee.com แต่วันนั้นมีคนจองไปแล้ว เลยบิดไปใช้ Dek-D.com แทน และใช้ชื่อนี้จนมาถึงปัจจุบัน

02

เมื่อ Dek-D เริ่มโต

ในขวบปีแรกมีคนเข้าเว็บ Dek-D ไม่มากนัก ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มเพื่อนสวนกุหลาบนั่นเอง เนื้อหาในเว็บ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เว็บบอร์ด คุยสารพัดเรื่องของเด็กวัยรุ่น ทั้งการเรียน เที่ยว หรือแม้แต่เรื่องความรัก กับบทความซึ่งเน้นหนักด้านการศึกษาตามสไตล์เด็กเรียน เช่น เทคนิคการทำโจทย์ฟิสิกส์ วิธีพิชิตสมการภาคตัดกรวย Word 2000 หรืออะไรใหม่ๆ ที่คุณอยากรู้

แต่เพื่อสร้างความหลากหลาย เลยมีการระดมเพื่อนมาช่วยเขียนเพิ่มเติม จนเกิดเรื่องสนุกๆ อย่างประสบการณ์อกหัก รักครั้งแรกขึ้นมา กลายเป็นกระแสปากต่อปากไปยังเด็กโรงเรียนอื่นด้วย นอกจากนี้ครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ อาจารย์พรศิริ ทองพันธุ์ ยังสนับสนุนเต็มที่ด้วยการสัมภาษณ์ทั้ง 4 หนุ่มลงสารสวนกุหลาบ ฉบับวันสถาปนาโรงเรียน 8 มีนาคม 2543 รวมทั้งแนะนำเว็บให้รายการโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ ทำให้เว็บเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ ที่ทำให้เว็บเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงแรก เกิดจากไอเดียของปอลที่อยากรวมลิงก์เว็บบอร์ดของโรงเรียนต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพราะยุคนั้น URL ของแต่ละบอร์ดนั้นยาวมากจนไม่มีใครอยากจำ แม้ตอนแรกกังวลกันว่าจะเป็นแค่ทางผ่าน ไม่มีใครมาใช้เว็บบอร์ดของ Dek-D แต่สุดท้ายแล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะทุกคนต้องแวะมาที่นี่ก่อนเสมอ  

“สมัยก่อนพวกเว็บท่า อย่าง Sanook หรือ Hunsa ดังมาก เราก็เลยคิดว่าทำไมไม่มีที่รวมบอร์ดโรงเรียนบ้าง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่เอามารวมกันเท่านั้นเอง เริ่มแรกก็เป็นโรงเรียนในเครือจตุมิตร จากนั้นก็เริ่มมีคนส่งมาเพิ่มเป็นพันเลย บางทีก็มีบอร์ดรุ่น บอร์ดห้อง ซึ่งพอมารวมกันเยอะ ก็จะมีบางคนก็แวะไปดูบอร์ดของโรงเรียนอื่นด้วย แล้วหลายๆ ครั้ง มีคนเข้าใจผิดว่า เราเป็นคนสร้างให้ เช่นเวลามีกระทู้ทะเลาะกันภายในโรงเรียน เขาก็จะมาแบบ Dek-D จัดการให้หน่อย” ปอลอธิบาย

นับตั้งแต่นั้น Dek-D จึงกลายสะพานเชื่อมโยงเด็กนักเรียนทั่วประเทศ พอเข้ามาแล้วก็ได้อ่านเนื้อหา บทความ หรือกระทู้ต่างๆ ไปในตัว ทำให้ยอดผู้ใช้งานขยายจากหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่นอย่างรวดเร็ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น ช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียง คุณครูหลายคนสงสัยว่าเป็นเว็บอะไร ไม่น่าเกี่ยวกับการศึกษาเลยถูกบล็อก แต่พอนานๆ เข้าเหมือนได้พิสูจน์ตัวเอง ผู้คนจึงเริ่มยอมรับ

“ชื่อเด็กดีมีอิทธิพลทางจิตวิทยาสูงมาก ทุกคนที่เข้ามาโดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็จะคาดหวังว่าต้องดีตามชื่อ และถ้ามีอะไรผิดจากคำว่าเด็กดี เราจะโดนตำหนิทันทีว่าไม่เห็นดีสมชื่อเลย หรือให้เปลี่ยนชื่อเว็บเป็นเด็กเลวแทนก็มี ถือเป็นความท้าทายของผมและทีมงานจนถึงทุกวันนี้” ปอลย้อนเหตุการณ์  

อีกเรื่องหนึ่งที่หนักหน่วงไม่แพ้กันคือ ทำเว็บมา 1 ปีเต็มๆ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโดเมนปีละ 3,000 บาท ค่าโฮสติงเดือนละ 600 บาท รวมแล้วเฉลี่ยปีละ 10,000 บาท

แต่ด้วยความเสียดาย เพราะอุตส่าห์ลงแรงมาตั้งแต่ศูนย์ บวกกับได้เห็นเด็กๆ เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง มาพูดคุยเรื่องการบ้าน การเรียน บางคนมีปัญหาชีวิตก็เข้ามาปรึกษา ทำให้รู้สึกเสียดาย สุดท้ายเลยยอมเข้าเนื้อ ขอเพียงทุกคนรักเว็บนี้ก็พอใจแล้ว

กระทั่งเวลาผ่านไปปีกว่าถึงเริ่มมีโฆษณาติดต่อเข้ามา แม้ตัวเงินไม่มากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า Dek-D ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน

“โฆษณาชิ้นแรกเลยคือ Applied Physics ให้เดือนละ 2,500 บาท เพราะเหมือนเจ้าของเขาเปิดเว็บไซต์เหมือนกัน ก็เลยอยากหาช่องทางโปรโมต แล้วคงมีโอกาสคุยกับนักเรียนว่าส่วนใหญ่เข้าเว็บอะไร เด็กๆ ก็เลยแนะนำเว็บนี้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีสถาบันอื่นติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ”

หลังฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้ ก็ถึงช่วงเวลาที่ 4 หนุ่มต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้มีภาระต้องรับผิดชอบหนักขึ้น แต่พวกเขาก็พยายามแบ่งเวลาเต็มที่ อย่างโน้ตอ่านหนังสือตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม และทำเว็บ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน บางคืนยาวเลยไปถึงตี 2

เมษายน 2544 โน้ตกับเต้ สอบติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ปอลเลือกเรียนด้านออกแบบที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ส่วนแชร์เบนเข็มไปเรียนต่อ Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกา แต่ทั้งหมดยังคงเดินหน้าทำเว็บร่วมกันต่อไป

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

“ถึงจะแยกกันก็ทำงานด้วยกันได้ เพราะมีระบบออนไลน์ แชตหากันได้ แล้วพอคนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็เสียดาย ไม่อยากหยุด เพราะไม่ได้เป็นภาระอะไรมากมาย พอเรียนเสร็จก็กลับบ้านไปทำเว็บต่อ

“ส่วนสิ่งที่ยากคงเป็นเรื่องเทคนิค เพราะสมัยนั้นข้อมูลน้อย ไม่มีหนังสือที่บอกว่าทำยังไงให้เว็บสามารถรับคนเข้าวันละหมื่นได้ ถ้าคนใช้เยอะก็ต้องรีบูตเครื่อง เราสแตนบายตลอด แต่ถ้าล่มช่วงที่เรียนอยู่ ก็ต้องใช้ Microsoft Pocket PC เข้ามารีบูต หรือบางทีก็ส่งอีเมลแจ้ง Data Center ให้ช่วยรีบูตให้ ช่วงแรกๆ เว็บก็จะล่มบ่อยหน่อย” โน้ตฉายภาพอดีต

หลังเรียนจบ ปอลซึ่งมองเห็นช่องทางการตลาด โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นทุกปี ก็เลยมานั่งจับเข่าคุยกับเพื่อนๆ ว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องจริงจังกับเว็บ เต้กับโน้ตซึ่งเรียนจบก่อนปีหนึ่งและเริ่มทำงานประจำแล้ว ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำออฟฟิศร่วมกัน ส่วนแชร์ถึงไม่ได้มาทำงานด้วย เพราะเลือกต่อปริญญาโทที่เดิม แต่ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมคิดว่าเราอยู่ในช่วงที่ทดลองได้ เพราะยังเป็นเด็กอยู่ แล้วตอนที่ปอลชวน เราเห็นถึงศักยภาพของเว็บจริงๆ ซึ่งถ้าลองแล้วเกิดไม่เวิร์กก็แค่เลิก กลับไปสมัครงานใหม่” โน้ตกล่าว

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

Dek-D Interactive จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อปี 2549 โดยเช่าออฟฟิศในห้างเก่าแห่งหนึ่งเดือนละ 8,000 บาท ทีมงานไปซื้อโต๊ะซื้อเสื่อน้ำมันมาปูกันเอง คิดง่ายๆ ว่าเป็นที่มาทำงานร่วมกัน

“เราตั้งใจว่าจะรับพนักงานเพิ่มอีก 4 – 5 คน เพราะถ้าทำกันเองเว็บคงไม่โตแน่ เราควรต้องทำแบบบริหาร การขายหารายได้เพิ่ม จำได้ว่าปีแรกเราออกไปหาลูกค้าทุกวัน ทำยังไงให้เว็บเราดูน่าเชื่อถือ ทำโปรไฟล์บริษัท ทำพรีเซนเทชัน ให้เขารู้จักเรา แล้วถ้าลงโฆษณาจะเหมาะกับสินค้าอะไร” ปอลอธิบายถึงการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ 

ปี 2549 ทุกคนทุ่มเต็มตัว จึงเป็นปีที่ Dek-D เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งระบบการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ความเสถียรของเว็บ ปริมาณบทความที่ขยับขึ้นจาก 4,000 ชิ้น เป็น 40,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบ My.iD ขึ้นมา เป็นเสมือนบ้านของสมาชิก เพื่อให้วัยรุ่นมีพื้นที่แสดงความเป็นตัวเองได้มากขึ้น ทั้งเขียนบล็อก เขียนนิยาย ออกแบบตกแต่งหน้าตาบล็อกเอง ส่งผลให้มียอดสมาชิกสูงถึง 200,000 คน ทะยานขึ้นเป็นเว็บไซต์ที่มียอดผู้ใช้งานอันดับ 4 ของประเทศ

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ครั้งหนึ่งปอลเคยให้สัมภาษณ์ว่า จากเดิมที่อยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด เพื่อนส่วนใหญ่ก็มุ่งแต่สายวิทยาศาสตร์ แต่เพราะคนเข้าเว็บที่หลากหลาย ทั้งเพศ วัย ประสบการณ์ และเป้าหมายในชีวิต จึงกลายเป็นบทเรียนให้พวกเขาเข้าใจสังคมภายนอกยิ่งขึ้น

และมุมมองที่กว้างขว้างนี้เองช่วยให้ Dek-D เติบโตและก้าวขึ้นเป็นเว็บไซต์ของวัยรุ่นอันดับ 1 ต่อเนื่องนับสิบปี

03

ไม่มีใครเข้าใจวัยรุ่น.. เท่าวัยรุ่น

เวลาพูดถึงเว็บ Dek-D คุณนึกถึงอะไร?

หลายคนอาจตอบว่าการศึกษา เพราะเคยเข้ามาเช็กผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนอาจนึกถึงภาพของไอดอลดังๆ สมัยก่อนเข้าวงการ และอีกไม่น้อยอาจนึกถึงเกมคำถามที่เคยโด่งดังเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว

รู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ ที่เริ่มจากความต้องการของวัยรุ่นจริงๆ

“สมัยที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ต พอเข้าเว็บต่างๆ มันชัดมากว่าผู้ใหญ่ทำให้เด็ก แล้วบางอย่างที่ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กชอบ ความจริงอาจไม่ใช่ เหมือนสื่อยุคหนึ่งชอบใช้คำว่า ‘วัยโจ๋’ หรือ ‘วัยจ๊าบ’ แต่เด็กไม่มีใครเรียกตัวเองแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่เราเป็นเด็ก ถึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเด็กทุกคน แต่อย่างน้อยก็ยังพอเข้าใจว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร” โน้ตอธิบาย

ขณะที่ปอลเสริมว่า สิ่งที่เด็กทุกยุคทุกสมัยสนใจนั้นใกล้เคียงกัน คือเรื่องการศึกษา บันเทิง งานอดิเรก การใช้ชีวิต และการดูแลตัวเอง เพียงแต่รายละเอียดอาจกันตามสภาพสังคม และเทคโนโลยี ดังนั้นโจทย์ท้าทายสุด คือจะไล่ตามสิ่งเหล่านี้ทันได้อย่างไร

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Dek-D คือศูนย์รวมของการหาเพื่อนใหม่ ที่นี่มีพื้นที่อย่าง MSG Zone รวบรวบข้อมูลหมายเลข ICQ หรืออีเมลสำหรับเล่น MSN ไว้ให้สมาชิกกดเข้าไปทักทายกัน หรือเด็กมหาวิทยาลัยที่อยากมีอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์สอนน้องก็มาลงชื่อได้ที่ Tutor Center

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นเว็บแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกส่งรูปตัวเองหรือเพื่อนๆ มาลงบอร์ดคนน่ารัก ในยุคที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์มากนัก ซึ่งเวลานี้หลายคนก้าวขึ้นจากเน็ตไอดอลมาเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง อาทิ บอลลูน พินทุ์สุดา โฟร์ ศกลรัตน์ ทับทิม มัลลิกา เบเบ้ ธันย์ชนก หรือเต้ย จรินทร์พร

และเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็พร้อมปรับตัว หลายอย่างๆ แม้เคยได้รับความนิยมสูงมาก แต่เวลานี้ล้าสมัย เช่นรวมบอร์ดโรงเรียน หรือ MSG Zone ก็ต้องถูกยกเลิกไป หรือบางอย่างก็ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น เช่นเรื่องควิซ หรือเกมทายใจ ถึงยังมีอยู่แต่ก็ค่อยๆ ลดบทบาทไป

“ตลอด 20 ปี เราผ่านการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราพัฒนาและกำจัดไปเยอะมาก บางอย่างก็ต้องลองผิดลองถูก ค่อยๆ ปรับตัวกันไป แต่สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำเนื้อหาให้เด็ก ไม่ได้ทำใช้เอง เราจึงต้องพยายามเปิดรับความเห็น พยายามส่องดูว่าน้องเขาทำอะไรกัน พูดคุยกันอะไรกันโซลเซียล  เวลาผลิตอะไรก็ต้องถามเด็กก่อนว่ามีความเห็นอย่างไร” โน้ตฉายภาพ

เพราะฉะนั้นทุกผลิตภัณฑ์จึงตรงกับความต้องการ และเป็นประโยชน์กับชีวิตของวัยรุ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของ Dek-D 

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งของวงการการศึกษาบ้านเรา คือความซับซ้อน และยุ่งยาก

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

อย่างหลักเกณฑ์การรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงตลอด บางปีสอบเสร็จต้องมาบวกคะแนนเพิ่ม บางปีเปิดให้ยื่นคะแนนกัน 4 – 5 รอบ และหลายครั้งพอถึงช่วงประกาศผล ปรากฏว่าเว็บล่ม เพราะรองรับปริมาณคนเข้าเว็บมหาศาลไม่ไหว

Dek-D จึงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งองค์ความรู้ด้านการศึกษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครือข่ายต่างๆ มาร่วมออกแบบแพลตฟอร์มที่เด็กๆ สามารถใช้ได้สะดวกที่สุด ตั้งแต่ บทความแนะแนวอาชีพ โปรแกรมตรวจผลสอบ รวมทั้งแอปพลิเคชัน ‘เด็กดี TCAS’ รวบรวมข่าวสาร กระทู้ ปฏิทินการสอบ แนะนำการเลือกคณะ ซึ่งมียอดผู้ใช้รายเดือนสูงกว่า 100,000 คน

นอกจากนี้แล้ว ทีมงานยังพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมการศึกษาที่น่าสนใจ อย่าง Dek-D’s Admission Fair ที่ล่าสุดเปลี่ยนมาเป็น Dek-D’s TCAS Fair กิจกรรมแนะแนวการศึกษาที่ใหญ่สุดของประเทศ หรือ Dek-D’s Pre-Entrance ซึ่งเป็นการจำลองการสอบก่อนลงสนามจริง

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“โปรดักใหม่ๆ เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน เช่น เริ่มจัดสอบเฉพาะในกรุงเทพฯ ก่อน ดูว่าความต้องการของตลาดเป็นยังไง ไปๆ มาๆ ตอนนี้ก็จัดทั่วประเทศ 50 กว่าจังหวัดแล้ว หรืองานแฟร์ก็เหมือนกัน ตอนแรกก็กลัวขายไม่ได้ จัดเล็กๆ 5 – 10 บูท ตอนนี้ก็ใหญ่โต เราได้พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้เด็กตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย เช่นน้องอยากเข้าคณะอะไร เกรดเท่าไหร่ ก็มากดเครื่อง แล้วจะมีใบสำเร็จรูปออกมาว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน” ปอลอธิบาย

“นอกจากนี้เรายังมีรุ่นพี่แต่ละคณะมานั่งประจำบูท คอยให้คำแนะนำว่าถ้าอยากเรียนที่นี่ต้องทำยังไง เรียนอะไรบ้าง มีรุ่นพี่ที่ได้ทุนต่างประเทศมาแนะแนวว่า ประเทศนี้ดีอย่างไร เกาหลี อินเดีย สิงคโปร์ ต่างกันยังไง มีจิตแพทย์มาให้คำแนะนำนสำหรับน้องที่เครียด” โน้ตช่วยเสริม

เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยก็เป็นอีกหน้าที่ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมงานจึงเดินสายให้ความรู้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แม้บางครั้งเป็นโรงเรียนเล็กๆ หรือไม่มีสปอนเซอร์ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เว็บ Dek-D กลายเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ที่ดีของเด็กทุกคนตลอดไป

04

ศูนย์กลางนิยายล้านเรื่อง

นอกจากการศึกษาแล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่า Dek-D ยังเป็นชุมชนนักเขียนนักอ่านที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
นิยาย 960,000 เรื่อง นักเขียน 150,000 คน ยอดติดตามสูงถึง 60,000,000 ครั้ง คือสถิติที่บันทึกไว้เมื่อสิ้นปี 2561

นักเขียนดังมือรางวัลหลายคน เช่น ปราปต์ โกลาบ จัน หรือรอมแพง ต่างเริ่มเวทีแรกที่นี่

เช่นเดียวละครโทรทัศน์ดังกว่าร้อยเรื่อง ทั้ง บุพเพสันนิวาส กาหลมหรทึก เกมร้ายเกมรัก 7 วันจองเวร The Sixth Sense สื่อรักสัมผัส เวียงร้อยดาว หรือ หัวใจ Ugly Duckling รักนะเป็ดโง่ ครั้งหนึ่งก็เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์นี้มาแล้ว

ความจริง Dek-D เริ่มมีนิยายตั้งแต่ก่อตั้ง โดยเรื่องแรกเป็นผลงานของสาวน้อยจากโรงเรียนราชินี ที่ใช้นามปากกาว่า ‘อติน’

อตินุช อสีปัญญา เคยเล่าว่านิยายเรื่อง ‘สิ่งที่ไร้เหตุผล 4 เรื่อง’ เดิมเธอเขียนสนุกๆ ลงในสมุดของโรงเรียน เวียนกันอ่านในกลุ่มเพื่อนราวสิบคน บังเอิญแฟนนิยายคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับโน้ต เมื่อโน้ตอยากได้เนื้อหาใหม่ๆ มาลงเว็บ จึงแนะนำว่ามีนิยายที่ตามอ่านอยู่ ถ้ามาลงเว็บก็คงดี ทุกคนจะได้อ่านพร้อมๆ กัน โน้ตจึงติดต่ออตินทาง ICQ กระทั่งได้นิยายเรื่องนี้มาประเดิมในหมวดนิยาย

จากนั้นก็เริ่มมีผู้ส่งนิยายเข้ามาเป็นร้อยเรื่อง แต่เรื่องที่ถือเป็นจุดพลิกสำคัญ คือ The White Road ของ Dr.Pop

 “สมัยก่อน ถ้าจะพิมพ์หนังสือสักเล่มต้องมั่นใจว่าขายได้ หนังสือแนวเด็กๆ เลยไม่มีใครกล้าพิมพ์ให้ แต่พอเป็น The White Road ทุกคนเห็นว่ามีแฟนคลับ มีคนตามอ่านอยู่ เขาก็เลยกล้าพิมพ์ และเมื่อมีคนซื้อ เลยกล้านำเรื่องอื่นมาตีพิมพ์ เหมือนเป็นช่องทางให้แนวนิยายในประเทศหลากหลายขึ้น จากแต่ก่อนที่ห้ามมีประโยคพูดเยอะๆ ก็เริ่มกล้าเขียนบทพูดทั้งหน้า หรือใช้ Emoticon” โน้ตอธิบาย

นิยายใน Dek-D มีหลากหลายแนว บางแนวกลายเป็นกระแสโด่งดัง หลังจากตีพิมพ์ที่นี่ เช่น นิยายแฟนตาซี นิยายวาย หรือนิยายจีนที่คนไทยเขียน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความนิยมของวัยรุ่นเวลานั้น อย่างตอนที่ The White Road เป็นกระแส ก็เป็นจังหวะเดียวกับช่วงที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้พ่อมดน้อย Harry Potter หรือช่วงที่เกมออนไลน์ดัง นิยายหลายๆ เรื่องก็มีฉากหลังเป็นเกม

แต่สิ่งที่ต่างจากนิยายยุคที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอย่างสกุลไทย หรือสตรีสาร คือที่นี่ไม่มีระบบบรรณาธิการมาทำหน้าที่กลั่นกรอง ทุกคนมีอิสระ สามารถเขียน ปรับปรุง แก้ไข หรือลบได้ตามต้องการ ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม

“หากไม่หยาบคาย ไม่โป๊ เราลงให้หมด เพราะผมคิดว่าเรื่องที่ดีอาจไม่ใช่เรื่องที่เราชอบ ไม่จำเป็นที่เราต้องไปตัดสิน คนอ่านเป็นคนตัดสิน เพราะหากเรื่องไหนที่เขาสนใจก็จะติดตามไว้ก่อน แต่ถ้าวันหนึ่งรู้สึกไม่ใช่ก็กดหยุดติดตาม หรือบางทีก็ช่วยคอมเมนต์ แก้คำผิด การมีฟีดแบ็กทันที ทำให้นักเขียนมีกำลังใจเขียนต่อ และรู้ว่าควรปรับอย่างไร ซึ่งช่วยให้นักเขียนพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น”

นอกจากการทำระบบกลางที่ใช้ง่ายแล้ว Dek-D ยังพัฒนาส่งเสริมด้วยการจัดทำแอปพลิเคชัน ‘นิยาย Dek-D’ เพื่อตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทุกวันนี้มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 1,000,000 ครั้ง รวมทั้งยังมีการจัดอันดับนิยายที่ผู้อ่านสนใจมากที่สุด แนะนำนิยายเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนอาจสนใจ สแกนนิยายที่ไม่เหมาะสมหรือสุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม และถ้านักเขียนคนใดต้องการสร้างรายได้ก็มีระบบซื้อขายออนไลน์ โดยที่ลิขสิทธิ์ยังเป็นของนักเขียนอย่างสมบูรณ์

“เราอยากเห็นนักเขียนเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่นเดียวกันนักอ่านที่เจอนิยายที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น เราจึงพยายามทำระบบของเราออกมาให้ดีที่สุด เช่นมีระบบแจ้งเตือนระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน หรือนักเขียนหน้าใหม่ที่ดูแล้วน่าจะลงต่อเนื่อง เราก็จะยิงสัญญาณไปยังผู้อ่านว่า นี่คือนักเขียนมาแรง เพื่อให้เขามีโอกาสแจ้งเกิดได้ ไม่เช่นนั้นนักเขียนหน้าเก่าก็จะครองชาร์ตตลอด

“ทั้งหมดนี้ก็เพราะเราตั้งใจทำที่นี่ให้เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาวรรณกรรมไทย จึงไม่ได้สนใจเรื่องรายได้มากนัก อย่างวันหนึ่งใครจะคิดว่านิยายที่ดังบนออนไลน์ จะโด่งดังในโลกออฟไลน์ เวลามีงานหนังสือคนมาต่อแถวขอลายเซ็นกันยาวเหยียด เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่แค่แฟชันแล้ว แต่ถือเป็นทิศทางใหม่ของวงการวรรณกรรม” โน้ตสรุป 

05

มากกว่าเว็บไซต์

หากเทียบกับอายุคน วันนี้ Dek-D ก็คงเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

แต่สำหรับผู้ก่อตั้งที่คลุกคลีกับแบรนด์นี้มาตลอด ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา เพื่อให้สิ่งที่ช่วยกันสร้างขึ้น ตอบสนองและมีประโยชน์ต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่มากที่สุด ดังแนวคิดขององค์กรว่า Develop the New Generation หรือสร้างรากฐานความสำเร็จในชีวิตให้คนรุ่นใหม่ 

“ช่วงแรกที่คนเข้าเว็บเยอะๆ เราก็คิดว่าจะอยู่ได้ตลอดไป แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทุกอย่างเปลี่ยนตลอด วันนี้เว็บอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญแล้ว แต่จุดยืนที่เรายังยึดมั่นเสมอคือ การเข้าถึงวัยรุ่น ถึงวันนี้ผู้คนอาจหันมาใช้โซเซียล แต่เรายังเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่สนใจส่วนตัวอยู่ และเราก็อยากเป็นสิ่งนั้น เป็นเว็บที่ 2 ที่่น้องๆ เข้าหลังเช็กโซเซียล” โน้ตในฐานะซีอีโอของบริษัทอธิบาย

เพราะฉะนั้น ในทศวรรษที่ 3 พวกเขาก็ตั้งใจว่า อยากพา Dek-D ไปให้ไกลกว่าการเป็นเพียงบริษัทเว็บ แต่เป็นแบรนด์คุณภาพที่ไว้ใจได้ และพร้อมสนับสนุนความฝันของเด็กทุกช่องทางโครงการหนึ่งที่เริ่มแล้ว คือ ‘Dek-D’s School คอร์สออนไลน์คุณภาพที่เรียนได้ทุกคน’ หลังพบว่ากระแสการเรียนนอกห้อง หรือการเรียนที่บ้านกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“เราไม่ได้วางตัวเองเป็นกวดวิชา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราไม่ได้ย้ายติวเตอร์มาอยู่บนออนไลน์ แต่เราต้องการพัฒนาเนื้อหาใหม่ ที่คิดว่าน้องเรียนแล้วจะได้ประโยชน์ รวมทั้งหาอาจารย์เก่งๆ มาช่วยสอน เช่นอาจารย์สอนเลขเคยสอนที่อเมริกาและสิงคโปร์มาก่อน หรืออาจารย์ฟิสิกส์ก็มีงานวิจัยเยอะแยะ

“เพราะเราเชื่อว่าการที่เด็กเกลียดบางวิชา จริงๆ อาจไม่ได้เกลียดก็ได้ แต่ดันโชคร้ายไปเจอคนสอนที่ไม่ตรงจริต หรือเรียนแล้วไม่เข้าใจ ดังนั้นเราจึงอยากหาวิธีให้เด็กรู้สึกรักวิชาที่เรียน มีโอกาสเข้าถึงเนื้อหาวิชาที่ดีจริงๆ เพื่อจะได้หลุดจากคำว่าท่องจำไปสอบ” โน้ตย้ำ

นอกจากนี้ พวกเขายังมีฝันที่อยากทำอีกมากมาย ทั้งจำลองสนามสอบ ก.พ. เพื่อให้คนที่อยากทำงานราชการได้ทดลองสอบก่อนลงสังเวียนจริง รวมถึงต่อยอดโปรแกรมการศึกษาที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

แม้ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ได้หมายว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความมุ่งมั่นและความตั้งใจ เหมือนตลอด 20 ปีที่เด็กสวนกุหลาบกลุ่มนี้รวมพลัง เพื่อสร้างชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา ชื่อ ‘Dek-D’

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

ข้อมูลประกอบการเขียน

• สัมภาษณ์คุณวโรรส โรจนะ และคุณณปสก สันติสุนทรกูล วันที่ 5 กรกฎาคม 2562

• วิทยานิพนธ์ชุมชนออนไลน์ของเยาวชน : กรณีศึกษา WWW.DEK-D.COM โดย นฤมล อนุศาสนนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• วิทยานิพนธ์ รูปแบบและกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ เว็บไซต์ เด็กดีดอทคอม โดย เพ็ญทิพ อุนากรสวัสดิ์สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

• หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2550 เซ็กชันจุดประกายวรรณกรรม – Dek-D.com ลานฝันนักเขียนใหม่

• นิตยสาร Way – 18 ปี Dek-D วัยรุ่นไม่เคยเปลี่ยน

• เว็บไซต์โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) งานแนะแนว (สายวิชาชีพ) 26 / 07 / 54

• เว็บไซต์ Cat Radio – แมวค้นคน สัมภาษณ์หัวหน้าเด็กดี [dek-d.com]

• คุณอตินุช อสีปัญญา บรรยายในงาน Editor’s Talk on Stage ครั้งที่ 2 วันที่ 1 เมษายน 2560

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load