30 พฤศจิกายน 2562

ช่วงปลายปีเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที ใครเล็งจะบิดลัดฟ้าไปเที่ยวต่างประเทศ หรือเพื่อนต่างประเทศบินลัดฟ้ามาหาถึงประเทศไทย แล้วยังหาของฝากถูกกาย ถูกใจ ไม่มี ขอชวนพกสตางค์เต็มกระเป๋ามาจับจ่ายของขวัญของฝากบน ICONCRAFT ณ ICONSIAM บอกเลยว่าคัดสรรงานคราฟต์ดีไซน์เด็ดจากเหนือจรดใต้มาให้เลือกอย่างจุใจ

ชวนส่งต่อความเป็นไทยแต๊ๆ ผ่านสมุดฉีกเวอร์ชัน Pop-Culture ช็อกโกแลตรสชาติล้ำสมัยนำเทรนด์ ใครได้ลองชิมเป็นต้องอุทานว่า หรอยจังฮู้! และสารพันของฝากมากมาย ถ้าเงินในกระเป๋าเรียกร้องอยากออก ขอให้เลื่อนไปดู 10 แบรนด์ คัดมาแล้วโดยพลัน!

Boone’ Breeze

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย
Boone’ Breeze ของขวัญปีใหม่

ศาสตร์สมุนไพรไทยเจอกับสุคนธบำบัดแบบตะวันตกกลายเป็น Boone’ Breeze ผลิตภัณฑ์กลิ่นบำบัด แบรนด์ไทยแท้ชื่อน่ารัก จะอ่านว่า บุญ แบบภาษาไทยหรืออ่านว่า บูเน่ ที่แปลว่าให้พรในภาษาฝรั่งเศสก็ย่อมได้ ความหมายดีดันไปคล้องกับขั้นตอนการปรุงยาดม ยาหอม ที่ต้องนึกถึงสิ่งดี ตั้งจิตดี เพื่อให้การผลิตนั้นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด

ผลิตภัณฑ์ของ Boone’ Breeze เน้นการบำบัดด้วยกลิ่นเพื่อบรรเทาอาการเครียด อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล พูดไปจะหาว่ายอ แต่ Aroma Herbal Stick ช่างเหมาะกับมวลมหามนุษย์ออฟฟิศเป็นอย่างยิ่ง แพคเกจจิ้งสีละมุน จะพกขึ้นมาสูด ดม หรือทากลางออฟฟิศก็ไม่เคอะเขิน ทางแบรนด์ยังมีสเปรย์อโรมากลิ่นสมุนไพรที่อเนกประสงค์มาก จะพรมบนร่างกาย ฉีดบนเครื่องนอน หรือฉีดในอากาศก็ช่วยผ่อนคลายได้เยี่ยมจนต้องบอกต่อ ดีงามขนาดนี้จะไม่เหมาได้อย่างไร

TNOP DESIGN

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย
TNOP DESIGN ของขวัญปีใหม่

TNOP DESIGN แหวกแนวสมุดฉีกพกพารุ่นคุณยายที่เราเห็นจนชินตา เป็นสมุดฉีกเวอร์ชัน Pop-Culture ชวนสะสม นักออกแบบขนวิถีชีวิตคนไทยสมัยใหม่มาอยู่บนหน้าปก เติมอารมณ์ขันเรียกรอยยิ้มด้วยภาพพิมพ์สีสันจี๊ดจ๊าด แถมด้วยข้อความสุดก๋ากั่นอย่าง ‘ส้มตำสาว เสียวซาบซ่า’ มาพร้อมสาวสยามแต่งกายวาบหวิว บ้างถือไม้เซลฟี่ บ้างตั้งท่าพร้อมเป็นสาวเกิร์ลกรุ๊ป สะท้อนมุมมองกรุงเทพฯ ยุคเก่ากับปัจจุบันได้ดีจนต้องคว้าติดมือไปฝากคนไกลบ้านสักเล่มสองเล่ม ดีไซน์นี้ได้รับรางวัล DEmark (Graphic Design) 2017 จากประเทศไทยด้วยนะ ขอการันตีว่าเจ๋งจริง

SIAMAYA Chocolate

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย

ขอผายมือชวนให้ลองลิ้มรสชาติความเป็นไทยผ่านช็อกโกแลตของ SIAMAYA Chocolate มีทั้งดาร์กช็อคโกแลตรสนมทุเรียน ช็อกโกแลตรสมะพร้าว ช็อกโกแลตรสพริก ถ้ายังธรรมดาไปเราขอแนะนำให้รู้จักดาร์กช็อกโกแลตรสต้มข่า ถึงเครื่องด้วยพริก ข่า ตะไคร้ และมะเขือเทศราชินีอบแห้ง หมัดเด็ดไม่ได้มีเพียงรสชาติ แต่ยังมัดใจขาช้อปด้วยเมล็ดโกโก้ออร์แกนิกคุณภาพดีจากจังหวัดเชียงใหม่ ซื้อไปฝากป่าวประกาศแขกบ้านแขกเมืองได้ว่าช็อกโกแลตบ้านเรามีดีไม่แพ้ใคร

Sor. LangSuan Benjarong 

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย

ชวนลงใต้ไปจับจองผลิตภัณต์ตกแต่งบ้านจากมรดกศิลปกรรมของช่างฝีมือโบราณอย่าง งานเบญจรงค์ลายน้ำทอง งานฝีมือชั้นสูง สมัยก่อนนิยมใช้กันในหมู่ราชสำนัก Sor. LangSuan Benjarong หยิบศิลปะผสานกับวิถีชีวิตร่วมสมัย ชวนช่างศิลป์ในชุมชนกว่า 10 คน สร้างสรรค์งานแบบไทยแท้ ทว่าซ่อนความทันสมัยวัยรุ่นชอบ อย่างเจ้าแมวเบญจรงค์ที่ใครเป็นทาสแมว บอกเลยต้องมี! ตกแต่งบ้านก็ได้ แถมรักษ์ไทยแบบเก๋ไก๋ ไร้ความเชย

Waranist

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย
Waranist ของขวัญปีใหม่

ของจิ๋วเลียนแบบของจริงจนต้องยกนิ้วบอกว่าแจ๋ว! Waranist แบรนด์ของที่ระลึกย่อส่วนสุดคราฟต์ เห็นแล้วชวนน้ำลายสอ เพราะมีอาหารไทยเสมือนจริงทั้งต้มยำกุ้ง ผัดไทยห่อไข่ ข้าวหมูแดง ฯลฯ มาให้เลือกสรรเป็นของฝากนักชิม

 แต่ที่อลังการงานสร้างและชอบมากคงเป็นรถเข็นส้มตำ เหมือนแม้กระทั่งความฝอยของเส้นมะละกอ ไหนจะปลาดุกย่างเนื้อแน่นหนังเกรียมก็ชวนปั้นข้าวเหนียวรอเหลือเกิน ขาดก็แต่แม่ครัวสวมผ้ากันเปื้อนยืนเรียกลูกค้าอยู่หลังรถของจิ๋วมีให้เลือกทั้งแมกเนตติดตู้เย็นและวางประดับเป็นของตกแต่ง ใครชอบแบบไหนจงสนองกิเลสด้วยการจับจ่ายเถิด

Caliiico

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย

ถ้ากำลังมองหาของขวัญ ของฝากที่บ่งบอกความเป็นไทยแลนด์ สไตล์อารมณ์ดี เราขอแนะนำโปสการ์ดแพค I LOVE THAILAND ของ Caliiico แบรนด์ลายเส้นสนุก ที่หยิกแก้มหยอกเอามุมน่ารักของคนไทยมาไว้บนแผ่นกระดาษ

ไหนจะภาพหญิงสาวซ้อนมอเตอร์ไซต์ที่เดาจากหน้าก็รู้ว่าเธอไม่ได้อยากรีบไปถึงจุดหมาย แต่พี่วินดันบิดเสียมิดไมล์ หรือภาพรถเมล์สาย 8 ในความทรงจำ ที่มีพี่คนขับห้าวเป้งพร้อมกระเป๋ารถเมล์คู่ใจนั่งประจำการ และสารพัดมุมมองของประเทศไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านลายเส้นและสีสบายตา เหมาะกับการเขียนข้อความส่งถึงคนไกลให้หายคิดถึงบ้าน หรือจะสะสมให้ครบเซทก็เข้าที อ้อ ไม่ได้มีแค่โปสการ์ดนะ แบรนด์ยังแปลงสายเส้นไปอยู่บนเสื้อและกระเป๋า น่าจับจองไม่แพ้กัน 

Thaniya

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย
Thaniya ของขวัญปีใหม่

เครื่องลายครามงานหัตถศิลป์เลื่องชื่อของประเทศไทย งดงามจนหลายบ้านเก็บเข้าตู้ เพราะไม่กล้าเอามาใช้งานแต่ Thaniya กล้าต่าง! ด้วยการนำเครื่องลายครามมาออกแบบอย่างร่วมสมัยตามปรัชญาของแบรนด์ Art x Craft x Contemporary x Oreintal x Elegance ทั้งลดทอนลายเดิม เพิ่มทรงเรขาคณิตให้จับใจคนชอบงานดีไซน์ แถมความเก๋ด้วยการบรรจุเทียนหอมลงไปในเครื่องลายครามด้วย ไม่เพียงใช้งานได้จริง แต่ยังคงคุณค่าหัตถศิลป์ไทยไว้อย่างเต็มเปี่ยม

The Missing Garden

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย

ถ้าหลงเสน่ห์ความดิบ ความเท่ของงานแกะสลักไม้ เราขอแนะนำให้คุณพาเจ้าตุ๊กตาไม้แกะสลักนั่งได้จาก The Missing Garden กลับบ้านด้วยกัน จะวางกลมกลืนกับสวนหย่อมหน้าบ้านก็เหมาะ จะวางบนโต๊ะทำงานให้เหล่าตุ๊กตาไม้เป็นกำลังใจก็น่ารักจนเพื่อนโต๊ะข้างเคียงต้องหาซื้อตามกันให้ควั่ก ขอแถมปากกาไม้แกะสลักด้ามเป็นสัตว์นานาชนิดให้อีกหนึ่งตัวเลือก บอกเลยคนรักเครื่องเขียนต้องชอบใจ เพราะน้องสัตว์หน้าตาเย้ายวนชวนควักกระเป๋าเพลินแน่นอน

Thai Benjarong

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย

แม้ใครจะบอกว่าความเป็นไทยอยู่ในชีวิตประจำวันไม่ได้ แต่ Thai Benjarong พิสูจน์แล้วว่าความเป็นไทยอยู่ร่วมกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยยุคปัจจุบันได้ ด้วยการออกแบบแก้วน้ำเก็บความร้อน (ปลอกซิลิโคน) เบญจรงค์ เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของหนุ่มสาวสมัยใหม่ ซื้อแก้วใบเดียวแต่ได้ทั้งการอนุรักษ์และสนับสนุนภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ 

มากไปกว่านั้นยังช่วยโลกของเราลดการใช้ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวด้วยนะ ความพิเศษของแก้วเก็บความร้อนอยู่ตรงลวดลายจักรีตัดเส้นทอง ที่นักออกแบบประยุกต์ให้มองเห็นความงามของลวดลายเสมือนเดิมได้จากทุกมุมมอง

ใครไม่อยากเอาต์ จงหาแก้วเบญจรงค์มาไว้ในครอบครอง

Playworks

10 แบรนด์คราฟต์ ดีไซน์จ๊าบที่เหมาะเป็นของขวัญ ของฝาก จากประเทศไทย
Playworks ของขวัญปีใหม่

 Playworks แบรนด์ของฝากจากเชียงใหม่ มาพร้อมสโลแกน ‘ร้านขายของไปฝาก โดยไม่ต้องมีใครฝากซื้อ’

ดีไซน์ของแบรนด์เน้นวาดเส้นและงานปักผ้าเป็นลวดลาย มีทั้งเข็มกลัดใบหน้าสาวชาวเหนือ กระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่เครื่องเขียนปากกาก็ได้ ใส่ของใช้กระจุกกระจิกยามออกเที่ยวต่างจังหวัดก็ดี กระเป๋าใส่เหรียญพิมพ์ลายดอกไม้ก็มีให้เลือก สติกเกอร์ล้านนามาดฮิปสเตอร์ยังนอนรอคนมาเป็นเจ้าของ สินค้าของแบรนด์เหมาะเป็นของฝากเพื่อนคนไทยและเพื่อนต่างชาติ ด้วยราคาย่อมเยา ดีไซน์ทันสมัยและกะทัดรัดใช้งานได้จริง เชื่อเลยว่าใครได้รับแฮปปี้ชัวร์

ขอชวนไปสนับสนุนผลงานของดีไซเนอร์และช่างฝีมือท้องถิ่นกันต่อได้ที่ ชั้น 4 และชั้น 5 โซน ICONCRAFT ที่ ICONSIAM ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2562 ถึง 12 มกราคม 2563 แถมยังมีโปรโมชันซื้อ 3 ชิ้น ลด 15% ซื้อ 4 ชิ้น ลด 20% ตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือ ติดตามแบรนด์งานคราฟต์พร้อมกิจกรรม Workshop สนุกๆ มากมายได้ที่นี่

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load