ไม่นานมานี้ทาง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุด CB150R ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูดีเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ยุโรปแล้ว มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังออกแบบโดยคนไทยที่เดินทางไปดูแลโปรเจกต์นี้ที่ญี่ปุ่น 1 ปีเต็ม

นับเป็นเรื่องน่ายินดี แล้วอีกเรื่องที่น่ายินดีย้อนหลังก็คือ มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเกือบทุกรุ่นที่ใช้งานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนออกแบบโดยคนไทย และรถส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ก็ผลิตในประเทศไทย

แล้วพวกเขาไปออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ให้ชาวโลกใช้กันได้อย่างไร

ผมเดินทางมายังซอยเล็ก ๆ แถวสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากแลกบัตรผ่านประตูเข้ามาในตึกสำนักงานใหญ่โต ก็เห็นมอเตอร์ไซค์มากมายที่จอดอยู่ตรงโถง พร้อม ๆ กับป้ายโลโก้ปีกสีแดงขนาดใหญ่ ที่นี่คือ Honda RESEARCH & DEVELOPMENT SOUTHEAST ASIA ผมมาพบกับ คุณพีช-ณัฐพัชร์ จรรยาพาณิชย์ ผู้ออกแบบมอเตอร์ไซค์รุ่น CB150R คนที่ทำงานออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ทันทีตั้งแต่เรียนจบ

และเรียนจบด้วยการทำวิทยานิพนธ์ออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเขาได้เกรด D

Honda CB150R

มอเตอร์ไซค์

มีวันนี้เพราะของเล่นให้

ครอบครัวของพีชอยากให้เขาเป็นเภสัชกร แต่เขาก็ตัดสินใจเลือกเรียนสาขาวิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ส่วนหนึ่งก็เพราะชีวิตวัยเด็กของเขาเติบโตมากับการวาดรูปและสะสมโมเดลรถเด็กเล่น พอโตขึ้นมาอีกนิดก็ติดตามซื้อนิตยสารรถยนต์

“ผมชอบรถยนต์จากเส้นสายและผิวพรรณของรถแต่ละคัน ตอนเด็ก ๆ ไม่เข้าใจหรอกว่าความสวยคืออะไร รู้แค่เราชอบคันนี้ แต่อธิบายคนอื่นไม่ได้ว่าทำไมถึงชอบ คันนี้สวยยังไง ทำให้เรายิ่งสนใจขึ้นไปอีก แล้วก็เริ่มวาดรูปรถ พอรู้ว่ามีนักออกแบบวาดแบบรถพวกนี้ขึ้นมาแล้วส่งต่อให้วิศวกรไปทำให้เป็นรถจริง ๆ ผมก็ขัดใจพ่อแม่เลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลัก ๆ เพราะชอบวาดรูป พอรู้ว่าคณะนี้สอนออกแบบยานยนต์โดยอาจารย์ที่จบด้านนี้จากอังกฤษ ก็ตั้งเป้าว่าต้องเรียนออกแบบยานยนต์ให้ได้ ผมเลยตั้งใจเรียนและมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองเต็มที่” พีชย้อนเล่าที่มาของความสนใจ

ล้มบ้างก็ได้

เมื่อถึงช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์เพื่อจบการศึกษา พีชเริ่มเปลี่ยนความสนใจจากการออกแบบรถยนต์มาเป็นรถจักรยานยนต์แทน ส่วนหนึ่งเพราะเคยมีคนออกแบบรถยนต์เป็นโปรเจกต์จบแล้วหลายคน และเขามองว่า การออกแบบมอเตอร์ไซค์ท้าทายกว่า

“รถยนต์มีเหล็กมาคลุมทุกชิ้นส่วน เหลือแค่ล้อที่พ้นตัวถังออกมา เราออกแบบเหล็กที่คลุมทุกอย่างนั้นไว้ให้สวยงาม ออกแบบยังไงก็ได้ ส่วนมอเตอร์ไซค์ไม่ได้มีแค่บอดี้อย่างเดียว แต่มีเรื่องเครื่องยนต์กลไกที่ไม่ได้ถูกครอบไปทั้งหมด มีถังน้ำมัน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ตัวครีบระบายความร้อน หรือท่อต่าง ๆ ล้วนต้องการการออกแบบให้ดูเรียบร้อยและสวยงาม เลยท้าทายกว่า”

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์

“ผมทำวิทยานิพนธ์เรื่องการออกแบบมอเตอร์ไซค์ที่มีกลิ่นอายของรถสปอร์ต ปรากฏว่าได้เกรด D โคตรห่วยแตกเลยครับ” พีชเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ “แต่ผมไม่ได้เข็ดหรือแหยงเลย เพราะผมชอบและหลงใหลการออกแบบมอเตอร์ไซค์มาก ๆ การที่ได้เกรดไม่ดีจากงานที่เรียนแค่ชิ้นเดียวมันวัดผลทุกอย่างเกี่ยวกับเราไม่ได้ ผมเชื่อเรื่องการเรียนรู้ ถ้าเรามีประสบการณ์มากกว่านี้ก็จะทำออกมาได้ดีกว่านี้ แค่นั้นล่ะครับ”

หลังจากส่งวิทยานิพนธ์ เขาก็รู้ว่าฮอนด้า R&D (RESEARCH & DEVELOPMENT) เปิดรับนักออกแบบ เลยลองสมัคร ปรากฏว่าได้งาน เลยเริ่มทำงานที่ฮอนด้าตั้งแต่ตอนนั้น

ขี่แล้วภาคภูมิใจ รถคนไทยออกแบบเอง

เรา-ในที่นี้หมายถึงคนไทย ออกแบบมอเตอร์ไซค์กันเอง รวมไปถึงผลิตใช้เองมานานแล้ว แล้วก็ยังออกแบบให้เพื่อนบ้านของเราใช้ด้วย

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีสภาพถนน เศรษฐกิจ ผังเมือง รวมไปจนถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตไม่ต่างกันมาก และมีความต้องการใช้มอเตอร์ไซค์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก การให้คนญี่ปุ่นที่ขึ้นรถไฟไปทำงานมาออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้คนไทยใช้ คงเข้าไม่ถึงความต้องการของคนไทยแน่ ๆ ค่ายมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้าจึงตั้งบริษัท Honda R&D Southeast Asia Co.,Ltd. ขึ้นมาเพื่อพัฒนามอเตอร์ไซค์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในภูมิภาคนี้

“ตอนแรกผมเข้าใจว่าหลัก ๆ คนญี่ปุ่นคงออกแบบเป็นหลัก แล้วให้คนไทยช่วยบ้าง แต่ได้มาทำถึงรู้ว่า ทางญี่ปุ่นให้คนไทยออกแบบมอเตอร์ไซค์แทบทั้งคัน เขาเชื่อมือทีมดีไซเนอร์ไทยมากเลยให้ดูแลตลาดในแถบละแวกนี้ด้วยทั้งหมด”

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

ภารกิจของ Honda R&D Southeast Asia คือการออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด ส่วนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การออกแบบหรือการผลิต แต่เป็นการทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ ทีมงานจึงต้องลงพื้นที่ไปสำรวจความต้องการของผู้ใช้ว่าคนในเมืองขี่รถไปทำอะไร คนนอกเมืองใช้รถทำอะไร แล้วก็วิเคราะห์ออกมาเป็นรูปธรรมหรือฟังก์ชัน เช่น ช่องเก็บของที่ใหญ่พอจะวางหมวกกันน็อกลงไปได้เพื่อป้องกันหมวกหาย จากนั้นก็นำไปสู่กระบวนการออกแบบรถ แม้จะศึกษามาเป็นอย่างดี แต่บางทีก็มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน

“มอเตอร์ไซค์รุ่นเล็ก ๆ ในบ้านเรามี 2 ระบบคือ เปลี่ยนเกียร์เองหรือแมนวล กับเกียร์ออโต้ เราคิดว่ากลุ่มผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งของซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ ใช้เวลาบนรถนานต้องชอบเกียร์ออโต้แน่ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนชอบเกียร์ธรรมดามากกว่า เพราะรถเกียร์ออโต้พอเตะขาตั้งลงแล้วเครื่องจะดับ แต่พวกเขาชอบจอดติดเครื่องไว้ ส่งของ เสร็จก็ขี่ต่อได้เลย นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักออกแบบ บางอย่างที่เราคิดกลับไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้”

แต่งทุกอย่างให้เธอแล้ว

“จุดเด่นของบ้านเราน่าจะเป็นเรื่องการแต่งรถครับ”

พีชเล่าถึงความต้องการพิเศษของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย

“เราแต่งรถโดยไม่สนใจราคารถเลย ซื้อมาสามสี่หมื่นบาท แต่งกันจนไปจบที่ห้าหรือหกหมื่นบาท เพราะผู้ใช้ต้องการความโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นเวลาอยู่บนถนน ผมมองเป็นข้อดีนะครับ ทางญี่ปุ่นเห็นว่าเรามีความคิดสร้างสรรค์และรสนิยมมากกว่าชาติอื่น ๆ แถวนี้ สิ่งนี้ส่งผลต่อการออกแบบเยอะเหมือนกัน เราต้องออกแบบรถให้พอดี ๆ สวยโดดเด่น แต่ยังให้คนที่ซื้อจินตนาการต่อได้ว่าจะแต่งรถยังไงได้อีก เป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์ผู้ใช้อีกแบบหนึ่ง”

อาวุธของนักออกแบบคือการสังเกต

พีชเล่าถึงขั้นตอนการออกแบบมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันตั้งแต่ต้นจนจบว่า หลังจากได้ข้อมูลจากการรีเสิร์ชและสำรวจตลาดมาแล้ว จะมีการประชุมเพื่อสรุปเรื่องสไตล์รถให้เหล่าดีไซเนอร์ลงมือสเกตช์รูปรถมอเตอร์ไซค์ออกมา พอวาดได้จำนวนหนึ่งแล้วจะนำเอาแบบทั้งหมดแปะบนผนังให้ดีไซเนอร์แต่ละคนโหวตแบบที่ชอบ แบบที่ได้คะแนนน้อยที่สุดจะถูกหยิบลงทีละใบ ๆ จนสุดท้ายได้แบบที่ทุกคนในทีมชอบ จะนำแบบนั้นไปพัฒนาต่อจนเสร็จ แล้วส่งให้ทีมเคลย์โมเดลลิ่งปั้นขึ้นรูปรถมอเตอร์ไซค์จากดินที่เอาไว้ขึ้นแบบยานยนต์โดยเฉพาะ

จากนั้นดีไซเนอร์จะมาตรวจโมเดลดินนี้ ถ้าผ่านก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเอากล้องสามมิติมาถ่ายโมเดลเพื่อแปลงเป็นไฟล์ในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในบริษัทต่อไป

ผมเข้าใจมาตลอดว่าเหล่าดีไซเนอร์คงใช้โปรแกรมสามมิติหรือโปรแกรมเขียนแบบเพื่อเขียนดรอว์อิ้งยาก ๆ แต่พีชตอบว่าโปรแกรมที่เขาใช้ในการออกแบบคือโปรแกรมที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดีอย่าง Photoshop แถมบางครั้งก็ใช้วิธีวาดบนกระดาษ

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์ สเกตช์

พีชกลัวผมไม่เชื่อ เลยหยิบกระดาษมาวาดให้ดูต่อหน้า ระหว่างที่นักออกแบบกำลังวุ่นกับการวาดรถ ผมถามเขาถึงหัวใจของการออกแบบมอเตอร์ไซค์

“สิ่งที่ยากที่สุดคือ การศึกษาเทรนด์ให้ชัดเจน เพื่อออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้ได้ ผมมักจะเข้าไปเป็นสมาชิกในกลุ่ม Facebook ของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ จะได้เห็นว่าคนแต่งรถกันแบบไหน สังเกตมาก ๆ ก็จะพอเห็นแนวโน้มในการแต่งรถช่วงนั้น ๆ

“ตอนเริ่มออกแบบรุ่น CB150R เมื่อ 2 ปีก่อน เราเริ่มเห็นว่าการแต่งรถจะเป็นไปในแนวที่ทำให้รถดูมินิมอลขึ้น เปิดโครงสร้างที่ติดบังพาร์ทต่าง ๆ ออกให้เห็นถังน้ำมัน เครื่องยนต์ หม้อน้ำ อย่างชัดเจน การแต่งรถเหล่านี้คือการแต่งสไตล์ที่เรียกว่า Cafe เรามั่นใจว่ารถสไตล์นี้ต้องมาแน่ ๆ เลยออกแบบให้ออกมาสอดคล้องกับเทรนด์ที่เราคาดการณ์ไว้”

สเกตช์

รถรุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อน

“การออกแบบรถรุ่น CB150R ทีมดีไซน์ได้รับบรีฟว่าอยากให้ออกแบบรถรุ่นใหม่สำหรับตลาดภูมิภาคนี้ โดยมีประเทศไทยเป็นตลาดหลัก และเปิดตัวเป็นที่แรก ให้มองถึงผู้ใช้ที่มีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่อยู่แล้ว แต่ต้องการหารถเล็กอีกสักคันเพื่อใช้ในเมือง ทีมดีไซน์เลยโฟกัสขอบเขตการออกแบบให้เป็นรถที่มีขนาดเล็กลง เพื่อความคล่องตัวในการใช้งานในเมือง ซอกแซกเข้าช่องเล็กช่องน้อย เบาะที่นั่งซึ่งปกตินั่งได้ 2 คนก็หดลงมาเหลือแค่คนขับเป็นหลัก แต่ถึงรถจะมีขนาดเล็กลงแต่ก็ยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ เพราะเราอยากให้ผู้ใช้ขี่รถคันนี้ด้วยความสนุก คีย์เวิร์ดที่เราใช้ออกแบบคือคำว่า Modern Café

คำว่า Café ในที่นี้คือรถมอเตอร์ไซค์แบบ Naked หรือเปลือยในช่วงยุค 60 มีจุดเริ่มต้นจากประเทศอังกฤษ ยุคนั้นอังกฤษได้รับอิทธิพลจากวงร็อกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น The Rolling Stones, Pink Floyd, Bob Dylan (บ้านเราคือยุคโก๋หลังวัง) อิทธิพลของเพลงร็อกก็ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความขบถ ความห้าว และชีวิตอิสระเสรี การแข่งขันมอเตอร์ไซค์เลยเริ่มต้นจากจุดนั้น จุดรวมตัวของเหล่านักแข่งคือคาเฟ่ต่าง ๆ มีการหยอดเหรียญเปิดเพลงร็อกที่ชอบจากตู้เพลงก่อนเริ่มแข่งขัน ผู้ชนะคือคนที่กลับมาถึงคาเฟ่ก่อนเพลงจบ หรือบางทีก็มีเส้นชัยเป็นคาเฟ่อีกที่หนึ่งแทน

“ตัวมอเตอร์ไซค์ Café เป็นการเอามอเตอร์ไซค์ที่มีในยุคนั้นมาดัดแปลงเพื่อเอามาแข่งขันบนถนนจริง ๆ มีคาแรกเตอร์รวม ๆ คือ ไฟหน้าเป็นดวงกลม ๆ แฮนด์ต่ำเพื่อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น ถังน้ำมันที่เว้ารับเข่าช่วยให้กระชับในการขี่ เอาพาร์ทอุปกรณ์ที่ติดรถซึ่งไม่จำเป็นออกเพื่อลดน้ำหนักลง ด้านหลังรถก็สั้นขึ้น บางคนก็เอาฝากลม ๆ ที่เรียกว่าตูดมดมาครอบด้านหลังสุดไว้ ผมเอาคอนเซปต์นี้มาทำใหม่เป็น Modern Café รูปทรงและชิ้นส่วนของพาร์ตต่าง ๆ ยังคงมีกลิ่นอายแบบรถวินเทจ แต่ใส่เทคโนโลยีใหม่เข้าไปให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น รวมถึงออกแบบโดยคำนึงถึงสรีระของคนไทยเป็นหลักด้วย”

Honda CB150R Honda CB150R

เลือกฉันอย่าหลงไปเลือกใคร

หลังจากที่ทีมดีไซเนอร์ลองสเกตช์รถรุ่นนี้หลายสิบรูป ผ่านการถกเถียงและวิจารณ์หลายที แบบที่ได้คะแนนสูงสุดคือแบบที่พีชเป็นคนวาด เขาจึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพัฒนาโปรเจกต์ต่อจนจบ พีชเดาเหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกแบบของเขาว่า “คงเพราะตรงกับโจทย์ที่ได้รับมา ผมเห็นเทรนด์การแต่งรถสไตล์นี้มานานแล้ว เห็นมามาก ก็เลยรู้ว่าคนที่ชอบรถสไตล์นี้เขาชอบอะไรกันมั่ง ผมก็ออกแบบไปในทิศทางแบบนั้น พอพัฒนารถคันนี้ไปได้สักพักก็เจอปัญหาว่า รถที่เราออกแบบต้องพัฒนาเฟรมขึ้นมาใหม่ (โครงสร้างของรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นเหมือนกระดูก โดยยึดบอดี้กับเครื่องยนต์ไว้ด้วยกัน)

ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการออกแบบและผลิตเฟรมมอเตอร์ไซค์อยู่ ทางบริษัทต้องเอาเฟรมไปพัฒนาต่อที่ญี่ปุ่น ผมเลยย้ายไปทำงานที่ญี่ปุ่นประมาณปีหนึ่ง เพราะนักออกแบบต้องทำงานร่วมกับวิศวกร

“หลายคนอาจคิดว่าดีไซเนอร์ออกแบบเฉพาะตัวบอดี้อย่างเดียว แต่เราต้องออกแบบตั้งแต่ตัวเฟรม ตัวถังน้ำมัน ฝาปิดถังน้ำมัน ดิสก์เบรก ล้อ ทุกอย่างที่เห็นผ่านการดีไซน์ทั้งหมด วิศวกรจะเอาแบบที่เราวาดไปพัฒนาให้ออกมาแข็งแรงรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัย และใกล้เคียงกับแบบที่วาดมาให้มากที่สุด โชคดีที่ทาง R&D ของบ้านเรามีวิธีการทำงานและขั้นตอนไม่แตกต่างกับ R&D ที่ญี่ปุ่น เลยไม่ต้องปรับตัวเยอะ”

Honda CB150R

อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน

สิ่งที่พีชได้เรียนรู้จากการทำงานถึงญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ปีคือ

“ระบบการทำงานของที่ญี่ปุ่นคล้ายกับของไทยมาก ๆ ผมเลยตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้ความแตกต่างทางความคิดในการออกแบบของดีไซเนอร์คนอื่น ๆ มากกว่า เพราะที่ญี่ปุ่นมีดีไซเนอร์จากหลากหลายประเทศ มีทั้งคนญี่ปุ่นและคนยุโรป เวลาวิจารณ์แบบกันเลยได้เห็นวิธีแก้ปัญหาทางการออกแบบใหม่ ๆ ซึ่งไม่เหมือนที่เห็นในบ้านเรา แต่ไม่ใช่ว่าดีไซเนอร์ไทยไม่เก่ง หรือรสนิยมไม่ดีสู้ฝรั่งไม่ได้นะครับ เพราะตอนนี้เป็นยุคของอินเทอร์เน็ต สิ่งที่เราเสพเราชอบก็เป็นของแบบเดียวกันกับของที่คนอื่น ๆ ในโลกเสพเช่นเดียวกัน คนทั่วโลกก็ได้ใช้ของแบบเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน รสนิยมของคนทั้งโลกจึงสอดคล้องไปในทางเดียวกัน เดี๋ยวนี้นักออกแบบไทยหรือต่างประเทศจึงไม่ค่อยแตกต่างกันมากเหมือนในอดีตแล้วครับ”

พีช-นันท์นภัส จรรยาพาณิชย์

หัวใจนักออกแบบ

“เราควรศึกษาเรื่องเทรนด์ไว้เยอะ ๆ ดูรูปของที่เราจะออกแบบไว้ให้มาก ๆ ในคอมพิวเตอร์ผมมีอยู่โฟลเดอร์หนึ่งเก็บภาพมอเตอร์ไซค์ไว้มากกว่า 3 – 4 พันรูป เวลาผมคิดงานไม่ออกก็จะเปิดรูปดูไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ลอกนะครับ แต่เพื่อดูว่าคนอื่น ๆ ทำอะไรไปแล้วบ้าง หรือมีแง่มุมไหนที่ยังไม่มีคนทำบ้าง ข้อดีอีกอย่างก็คือ เวลาที่เราเห็นรถรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีดีไซน์แตกต่างออกไปปุ๊บ เราจะรู้ทันทีว่าเทรนด์ในอนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไง เพราะเราเห็นภาพรวมของทั้งหมดที่มีแล้ว จะช่วยให้เรารู้ว่าเทรนด์การออกแบบต่อไปจะไปในทิศทางไหน”

อุปกรณ์จำเป็นบนโต๊ะทำงานของนักออกแบบยานยนต์

  1. กระดานวาด

เนื่องด้วยงานที่นี่ถือว่าเป็นความลับ ผมเลยไม่สามารถเอางานกลับไปทำที่บ้านได้ ดังนั้นถ้าช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่มีไอเดียเกิดขึ้นมา ผมก็จด ๆ วาด ๆ ไว้บนกระดาษแล้วมาทำต่อที่ออฟฟิศ

  1. หูฟัง

ในบางช่วงที่เรามีไอเดียขึ้นมา เราก็จะใช้หูฟังมาช่วย เพื่อให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับการออกแบบมากกว่าของรอบ ๆ ตัวครับ

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าคุณเคยเสียน้ำตาให้กับหนัง เราคือเพื่อนกัน

นอกจากบทสนทนา อารมณ์ เรื่องราวของตัวละคร และบรรยากาศแวดล้อมที่ส่งอารมณ์ไปถึงต่อมน้ำตาของเราได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบ สิ่งนั้นคือ ‘ดนตรีประกอบภาพยนตร์’

เราเชิญ Film Score Composer คนหนึ่งที่ผลงานของเขาเพิ่งได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 27 มาพูดคุย ว่าเหตุใดชายผู้นี้ถึงนำความเหงามาเป็นแรงขับเคลื่อนในการประพันธ์ จนฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์ หนังสั้น ซีรีส์ สารคดี โฆษณา มากกว่า 50 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็น มะลิลา (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) อนธการ (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) Hope Frozen (กำกับโดย ไพลิน วีเด็ล) และ ดิว ไปด้วยกันนะ (กำกับโดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล)

คอลัมน์ In Design ขอชวนคุณนั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม ๆ สีแดง มีแสงไฟสลัว ๆ จากจอฉายหนัง และชมภาพยนตร์ชีวิตเหงา ๆ ของ ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล เคล้าเพลงประกอบของเขาไปพร้อม ๆ กัน

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

แรกบรรเลง

ในวัย 6 ขวบ เปียโนเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เข้ามาในโลกของเด็กชายชัพวิชญ์ จากการที่คุณแม่บังคับให้เรียน ความสัมพันธ์แบบกระจองอแงของฟิวและเปียโนก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น 

มีขี้เกียจซ้อมบ้าง แข่งดนตรีบ้าง สอบเกรดเปียโนบ้างจนจบเกรด 8 ตอน ม.6 

สองมือแม่พาเล่นเปียโน อีกสองหูก็ชอบฟังดนตรีเหมือนพ่อ ฟิวเติบโตมากับดนตรี 

เขามียุคสมัยของดนตรีในแต่ละช่วงชีวิต

ช่วงประถมถึงมัธยมต้นเขาฟัง Classical Music โดยเฉพาะเพลง Clair de Lune ฉบับออร์เคสตรา

ช่วงมัธยมปลายเขาฟัง Progressive Rock ตามคุณพ่อ

ดนตรีร็อกเปิดประตูการฟังเพลงให้ฟิว หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยดนตรี Electronic, Avant Garde ไปจนถึงดนตรี Experimental ที่มีการทดลองกับวิธีการเล่นเครื่องดนตรีต่าง ๆ 

เสียงดนตรีที่เคยฟังรินไหลผ่านปลายปากกาเป็นบทเพลงแรกในช่วงใกล้เข้ามหาวิทยาลัย 

“อยู่ ๆ ก็อยากแต่งเพลง เพราะฟังเพลงเยอะมาก เพลงช่วงแรก ๆ เป็นแนวร็อก แต่เป็นสไตล์เขียนโน้ต ไม่เคยมีใครเอามาเล่นจริง ตลก ๆ หน่อย เป็นแนว Progressive Rock เขียนเพลง 6 นาที” 

แล้วเขาก็ค้นพบตัวเองว่า ชอบที่จะ ‘ประพันธ์’ มากกว่า ‘บรรเลง’

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

เพลงบันดาล (ใจ)

The Piano ของ Michael Nyman เป็นสกอร์ที่ทำให้เริ่มมาทำดนตรีประกอบภาพยนตร์”

เราเดินย้อนตามบรรทัดห้าเส้นของฟิว กลับไปหาแรงบันดาลใจจากนักประพันธ์คนสำคัญในชีวิต และสไตล์การประพันธ์แรกเริ่มของเขา ซึ่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ The Piano ปี 1993 ถ่ายทอดเรื่องราวของอิสตรี ผ่านการบรรเลงเปียโนของ Nyman และวงออร์เคสตราจาก Munich Philharmonic Orchestra ส่งผลให้สไตล์ของฟิวเน้นความเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร หรือที่เรียกว่าดนตรีแนว Minimalist เน้นการเล่นซ้ำ ใช้องค์ประกอบทางดนตรีน้อยชิ้นแล้วค่อย ๆ พัฒนาจากองค์ประกอบเหล่านั้น

“อย่าง Philip Glass ก็มีสไตล์มินิมอล เป็นการเล่นวนซ้ำ ส่วน Steve Reich เล่นซ้ำ แล้วค่อย ๆ เหลื่อมจังหวะ แต่อย่าง The Piano ของ Michael Nyman อาจจะเรียกว่า Romantic Minimalist หรือ Neo-classical Minimalism มีความเป็น Neo-classic ที่ฟังง่าย แต่ข้างในยังมีแพตเทิร์นของมันอยู่ เวลาเราไปดูสกอร์หรือโน้ตดนตรี จะเห็นว่ามีแพตเทิร์นเป็นแผง ๆ วิ่งซ้ำ” ฟิวเล่าให้ฟังอย่างตั้งใจ

น่าทึ่งที่เราสัมผัสถึงแนวคิดมากมายซึ่งซ่อนอยู่ในทำนองของเพลงหนึ่งที่ยาวไม่กี่นาที

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

ฟิวเรียนจบด้าน Music Composition และเรียนต่อสาขา Film Scoring ที่ UCLA ณ ลอสแอนเจลิส เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เขาพบกับ Johann Johannson นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ The Theory of Everything และ Arrival ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฟิวทำงานแนวกึ่ง Experimental 

หนังสั้นเรื่องแรกที่ฟิวทำ Film Score คือ Floodbook ของ หมู-ชัยนพ บุญประกอบ และ ฟิวยังทำงานร่วมกับ อาร์ม-ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต นักตัดต่อที่เคยตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง 

“เราโตมาด้วยกัน เหมือนอาร์มพาเข้าวงการ เขาตัดหนังให้ค่าย GTH ตั้งแต่ยังเรียน แล้วก็ลากเราไปด้วย ไปลองทำสกอร์” ช่วงมหาลัย ฟิวฝากผลงาน Film Score ไว้กับหนังสั้นหลายเรื่องของ GTH 

“หลังจากนั้นก็รู้เลยว่า ตัวเองมาสาย Film Score แน่ ๆ” เขาคาดเดาอนาคตไว้แม่นยำ

หลายคนอาจคุ้นเคยกับสกอร์ของฟิวจาก อนธการ ซึ่งผ่านฝีมือการตัดต่อของอาร์มเช่นเดียวกัน “อนธการ เป็นหนังเรื่องแรกที่เปิดประตูคอนเนกชันให้ไปต่อในสายหนังอินดี้ ผู้กำกับเริ่มรู้จักเรามากขึ้น” 

ผลงานของเขาถูกนำไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 65 เข้าชิงรางวัลจากชมรมวิจารณ์บันเทิง สุพรรณหงส์ และ Starpics Thai Film Award และคว้า 2 รางวัลจากชมรมวิจารณ์บันเทิง และ Starpic 

นี่เป็นการนำฟิวเข้าสู่เส้นทางนักประพันธ์ที่น่าจับตามองอย่างเต็มตัว

เก็บหนังไว้ในเพลง

เบื้องหลังผ้าใบมีศิลปิน เบื้องหลังบทเพลงมีผู้ประพันธ์ 

ฟิวพาเราสวมหมวกนักประพันธ์ และเล่าถึงกระบวนการทำงานให้ฟัง 

“กระบวนการทำงานมี 2 แบบ หนึ่ง หนังตัดเสร็จก่อนแล้วค่อยทำสกอร์ สอง ทำสกอร์ก่อน แล้วค่อยเลือกไปตัดใส่ในหนังและปรับแก้อีกทีในช่วงหลัง” ทั้งสองวิธีต่างกันที่ระยะเวลา วิธีแรกสั้นกว่า วิธีที่สองนานกว่า ฟิวชอบวิธีหลัง เพราะเขาให้เวลากับการอ่านบทและเขียนเพลงออกมาจากตรงนั้น

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

“อย่าง Bangkok Breaking ซีรีส์ของ Netflix ใช้วิธีนี้เหมือนกัน มีทั้ง 2 ส่วน ส่วนที่เขียนหลังตัดและเขียนก่อนตัด แต่เพลงส่วนใหญ่ประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ เขียนก่อนจากตอนอ่านบทและตอนอีพีแรก ๆ ที่ทีมงานถ่าย แล้วตัดคร่าว ๆ มาให้ดู เราก็เลยได้ Main Theme ที่ค่อนข้างแข็งแรงจากการเขียนเพลงก่อน แล้วเขาก็ไปใส่ใน Bangkok Breaking เป็นสกอร์” หรืออย่างหนังเรื่อง มะลิลา กำกับโดย นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ใช้เวลาร่วมปีครึ่ง กว่าจะได้สกอร์เกือบทั้งหมดนำไปเรียบเรียงใส่ในภาพยนตร์

“มีความคราฟต์อยู่ในนั้นเยอะ เพราะเราคราฟต์กับมันมาก ใช้เวลากับมันมาก” เขาย้ำ “จริง ๆ ไม่ค่อยมีหนังประเภทนี้ที่เขียนเพลงก่อนนาน ๆ แล้วเอาไปตัดวางบนสกอร์ เราเพิ่งรู้ว่าเพลงที่แต่งโดยที่ไม่ได้ดูภาพก่อน มันทำงานได้ขนาดนี้ ในซีนท้าย ๆ เกือบจะร้องไห้ให้กับเพลงตัวเองนะ มันไปด้วยกันได้ดีมาก น้ำตาจะไหลเหมือนกัน

“ช่วงที่ยากที่สุดสำหรับการแต่งเพลงคือช่วงคิดไอเดียตั้งต้น หลังจากนั้นมันออกมาเอง”

กว่าจะเป็น Main Theme ของ มะลิลา ที่เราได้ฟัง ผ่านการแก้ไขมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 เวอร์ชัน 

“เวอร์ชันแรกของ มะลิลา ไม่ใช่เพลงช้าแบบนี้ เป็นแบบเปียโน Ryuichi Sakamoto (นักดนตรี นักเปียโน นักประพันธ์เพลงชาวญี่ปุ่น เคยประพันธ์เพลงในภาพยนตร์ Merry Christmas, Mr.Lawrence, The Last Emperor ฯลฯ) วิ่ง ๆ เล่น ๆ พอพี่นุชชี่มาดู เขาก็เห็นภาพในแบบของเขา เขารู้สึกว่าเพลงมันเยอะไปหน่อย เราก็ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือเป็นเพลงธีมที่ช้า ๆ ลอย ๆ เนิบ ๆ ในหนัง มะลิลา” 

หลังจากได้ธีมหลัก ธีมนั้นก็ถูกพัฒนาเป็นสกอร์ต่าง ๆ ของหนังเรื่องนั้น

ในภาษาคนภาพยนตร์ มีหนัง 2 ประเภทหลัก ๆ ที่เราได้ยินคือ ‘หนังแมส’ และ ‘หนังอินดี้’

เราถามคนภาพยนตร์ตรงหน้าว่ามันต่างกันอย่างไร เขาบอกว่าต่างกันที่ ‘ไอเดีย’

“การทำหนังอินดี้เปิดกว้างทางไอเดียมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าทุนน้อยกว่าด้วย พอหนังอินดี้แสดงกันช้า ๆ ก็จะมีพื้นที่ให้เพลงมากขึ้น ส่วนหนังแมสอาจมีพื้นที่ให้เพลงน้อยกว่าเช่นกัน”

ฟิวชอบบาลานซ์ทั้งสองฝั่ง 

“แต่ถ้าทำเพื่อจิตวิญญาณ ก็คงเลือกหนังอินดี้” ถ้าเขายักคิ้วหนึ่งที ฉากนี้คงดูเท่ไม่เบา

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

เสียงนั้นเสียงหนึ่ง

ตั้งแต่บทเพลงแรกที่แต่งตอน ม.6 ผ่านมาสิบกว่าปี สไตล์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก สกอร์ของฟิวยังให้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยมวลของอารมณ์บางอย่าง เขานิยามมันว่า Ambient

“Ambient เกิดจาก Synthesizer ไม่ใช่ Ambient ในเชิง Sound Effects หรือ Sound Arts มันมี Ambient ในเชิง Music ที่เกิดจากการกดไปเรื่อย ๆ ช้า นุ่ม ๆ” ผนวกกับการทดลอง ใช้เทคนิคพิเศษในการเล่นเครื่องดนตรี หรือ Experimental Music “อย่างใน มะลิลา เพลงแรก มันเกิดกลุ่มก้อนเสียงของสตริงขึ้นมา ให้มันโฟลว์ไป” เขาได้แรงบันดาลใจจากดนตรี Neo-classical ของไอซ์แลนด์เฉพาะ Ólafur Arnalds และ วง Sigur Rós ศิลปินชาวไอซ์แลนด์ ที่แผ่ซ่านความเย็น ๆ เหงา ๆ มาสู่สกอร์ของฟิว 

มากกว่าแรงบันดาลใจ เขายกให้ Hans Zimmer เป็นไอดอลในการคิดไอเดียตั้งต้น

ในภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างพ่อกับลูก Zimmer เลือกใช้ Organ ที่ให้เสียงเป็น Sine Wave เป็นหลัก แทนเครื่องสายที่เป็น Saw Wave เพื่อให้ Sine Wave แทนความรักบริสุทธิ์ หรือเรื่อง Hidden Figures ที่เล่าชีวิตของผู้หญิงผิวดำกลุ่มแรกในองค์กร NASA Zimmer ก็ใช้วงดนตรีที่เป็นคนดำเล่นทั้งหมด แนวคิดเหล่านี้สะท้อนมาที่ผลงานของฟิวด้วยเหมือนกัน

“เพลงแรกใน มะลิลา เป็น Opening Track เกิดจากการมองให้เป็นสายน้ำ เพราะในหนังมีฉากเอาบายศรีไปลอยน้ำ ไอเดียของเพลงแรกก็คือ เสียงค่อย ๆ ไหลจากความถี่สูง ซึ่งเป็นสตริงแนวสูง แล้วค่อย ๆ ลงมาย่านกลาง ไปย่านต่ำ เหมือนการไหลของสายน้ำจากสูงไปต่ำ เป็นไอเดียตั้งต้นที่ซ่อนไว้”

เสียงนั้นเสียงหนึ่งนำเราไปได้ไกลกว่าที่คิด

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

The Creation of a Lonely Being

ฟิวคือสิ่งมีชีวิตที่เป็นตัวแทนของความเหงาโดยแท้จริง

“จริง ๆ เพิ่งรู้สึกเหงาตอนเริ่มอยู่คนเดียวช่วงมหาลัย พอไปเรียนต่อ ก็ทวีคูณเข้าไปอีก”

เขาขับเคลื่อนตัวเองด้วยความเหงา และส่งต่อความเหงานั้นในรูปแบบที่สวยงาม

“ชีวิตส่วนตัวเป็นคนเหงา กลายเป็นว่าสกอร์หลาย ๆ เรื่องที่เราทำ มีความเหงาอยู่ในนั้น”

ไม่ต้องเปิดชื่อนักประพันธ์ แค่ฟังเสียงเปียโนเหงา ๆ หรือเสียงสตริงเหงา ๆ เราก็จับได้ทันทีว่า นี่คือสกอร์ของ ฟิว ชัพวิชญ์

“ตอนทำสารคดี Hope Frozen มี Element พวกนั้นอยู่ในสกอร์เหมือนกัน พวก Piano Pad พวก Synthesizer ที่เป็น Ambience แล้วก็สตริงเหงา ๆ การใช้คอร์ดก็จะมีเอกลักษณ์อยู่ เราเอาความเหงามายัดใส่ในดนตรี เป็นเหมือนลายเซ็น เพื่อน ๆ ก็จะพูดว่า มึงทำหนังออกมาได้ดีว่ะ 

“เพราะเราสัมผัสมันโดยตรงอยู่แล้ว มันมีความโดดเดี่ยวของการทำงานคนเดียวอยู่ บางทีก็อิจฉาคนที่ทำงานบริษัทเหมือนกันนะ แต่ว่าสไตล์ของเราเหมาะกับการทำงานคนเดียวมากกว่า แค่เราต้องอยู่กับความเหงาให้ได้เท่านั้นเอง” 

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

5 บทเพลงที่เหงาที่สุดของฟิว

Scene 01

No One Can Hear Us in this Universe

เพลงนี้แต่งหลังจากอกหัก เป็นเพลงที่เหงาที่สุดของฟิว 

“หลายคนชอบเพลงนี้มาก ๆ มีคนตามมาฟังจาก อนธการ เขาขอบคุณเราที่เขียนเพลงนี้ขึ้นมา”

Scene 02

อสุภนิมิต

อสุภนิมิต (นิมิตแห่งซากศพ) เป็นเพลงประกอบช่วงท้ายของ มะลิลา ที่เกิดการจากลา

“ขนาดฟังเพลงของตัวเอง ยังรู้สึกเหงามาก ตอนดูหนังเกือบจะร้องไห้เพราะเพลงนี้เหมือนกัน พอเพลงนี้ขึ้น เรารู้สึกว่าเพลงมันทำงานมากจริง ๆ”

Scene 03

A New Memory

“เพลงนี้มีการเปลี่ยนของทำนอง ครึ่งแรกเป็นทำนองหนึ่ง ครึ่งหลังเป็นอีกทำนองหนึ่ง”

เพลงนี้เขียนขึ้นด้วยมวลบรรยากาศความเหงาใน LA ตอนฟิวกำลังเดินทางกลับ เป็นเพลงแห่งการมูฟออน และทั้งอัลบั้มเกี่ยวข้องการมูฟออนจากสิ่งเก่า ๆ เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ ๆ

Scene 04

In Memory of Einz

เพลงนี้เขียนขึ้นมาประกอบฉากเรียกน้ำตาที่สุดใน Hope Frozen 

“เพลงนี้เราเขียนขึ้นมาด้วยความเป็นตัวเองมาก ๆ” หรือในอีกความหมายหนึ่ง เขาอาจหมายถึงความเหงาอย่างสุดขั้วหัวใจ

Scene 05

A Gas Station Theme

เพลงประกอบ A Gas Station เรื่องราวเกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันร้างต่างจังหวัด คลุ้งไปด้วยความเหงา และเล่าเรื่องความรักข้างเดียว เกิดเป็นธีมเพลงที่ไม่สมหวังและโดดเดี่ยว บรรเลงผ่านสกอร์ของฟิว

“ก็เหงาดี” – เขานิยามความเหงาสั้น ๆ 

This is Chapavich Temnitikul

เราถามมนุษย์แห่งความเหงาว่า การประพันธ์คืออะไรสำหรับเขา

“การประพันธ์ดนตรีสำหรับเรา เหมือนการต่อจิตวิญญาณ ถ้าพูดเว่อร์ ๆ หน่อย” เขายิ้ม “มันเป็นงานที่ชอบ การนั่งอยู่กับมันเลยเป็นการฮีลลิ่งไปด้วยในตัว โดยเฉพาะการได้ทำหนังที่อยากทำ”

และดนตรีก็สอนเขาเรื่องการใช้ชีวิต

“เราเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ชีวิตตัวเอง เป็นการบาลานซ์นี่ไม่ใช่แค่การทำงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเงินด้วย เราต้องบาลานซ์ให้ได้ทั้งหมด ให้มีเงินกิน เงินใช้ โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง

“ซึ่งจิตวิญญาณพวกนั้นก็เติมเต็มได้จากการทำหนังที่อิสระขึ้นนะ เพราะเราไม่ได้อยากทำหนังอิสระอย่างเดียว ยังอยากทำหนังคอมเมอร์เชียลด้วย เพื่อบาลานซ์สิ่งต่าง ๆ ในชีวิต”

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

ทุกผลงานที่ทำจะมีคุณค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง ฟิวสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“เราเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ เราเป็นตัวเองไม่ได้ขนาดนั้น เรายังต้องทำเพื่อรับใช้ภาพยนต์ แค่คนดูหนังแล้วชอบหนัง เราก็ดีใจแล้ว แต่ถ้าเขาฟังเพลงประกอบหนังแล้วชอบ นั่นเป็นผลพลอยได้ 

“และสิ่งสำคัญมันอยู่ที่เราได้ทำงานที่เราชอบหรือเปล่า” 

ความฝันสูงสุดในฐานะนักประพันธ์ของเขาคืออะไร – เราถาม

“เราอยากเป็นเหมือน Ryuichi Sakamoto ครับ เขาเป็นไอดอล ทำงานส่วนตัวก็เท่ ทำสกอร์ก็เท่ ลุคเขาก็ยังเท่อีก เราอยากเป็นแบบนั้น ตอนแก่ ๆ นะ ผมขาว ๆ ใส่แว่น บอกไว้เผื่อเขามาอ่าน” 

นักประพันธ์หนุ่มหัวเราะร่วนให้กับความฝันในวัยชราของเขา

“จริง ๆ อยากเป็น Film Score Composer ต่อไปเรื่อย ๆ นั่นแหละความฝันสูงสุด”

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load